คืนนั้น เจียงอินกอดหมอนลอบย่องจากห้องเล็กข้าง ๆ เข้าไปในห้องนอนของพี่ใหญ่เช่นเคย
ใคร ๆ ต่างกล่าวว่า พี่น้องเมื่ออายุเกินเจ็ดขวบแล้วไม่ควรนอนเตียงเดียวกัน นั่งร่วมโต๊ะเดียวกัน ยิ่งไม่ควรจับมือหรือโอบกอดกัน
แต่เจียงอินทำไม่ได้หรอก
ทุกครั้งที่นางมายังเรือนชุนฮุย พอเข้าไปพักในห้องด้านข้างที่สาวใช้จัดแต่งไว้อย่างอบอุ่นงดงาม นางก็เป็นอันนอนไม่หลับ
พลิกไปพลิกมา ไม่รู้สึกหนาวก็รู้สึกว่านอนไม่สบาย
จนถึงครั้งที่สองที่ถูกบังคับให้นอนคนเดียว นางพลิกตัวไปมาราวกับปลาที่ถูกทอดอยู่สองด้านหลายรอบ สุดท้ายก็ตัดสินใจลอบไปหาพี่ใหญ่ที่ห้องข้าง ๆ
คืนนั้นใกล้ยามจื่อแล้ว คิดไม่ถึงว่าพี่ชายก็ยังไม่นอน เมื่อเห็นนางเข้ามา เขาก็ยิ้มพลางกวักมือเรียก
เจียงอินรีบวิ่งดุ๊กดิ๊กเข้าไป ถีบรองเท้ากระเด็นอย่างชำนาญ ก่อนปีนขึ้นเตียงอย่างรวดเร็วแล้วกอดพี่ชายออดอ้อน
พี่ใหญ่กอดนางเข้ามาในอ้อมแขนอย่างอ่อนโยนเช่นเดียวกับตอนนางยังเล็ก
มือข้างหนึ่งโอบนางไว้ อีกข้างตบแผ่นหลังเบา ๆ พลางเอ่ยเรื่องการเมืองที่ฟังยากราวกับตำราสวรรค์
จากนั้นเจียงอินก็หลับสนิทเหมือนทารกอีกครั้ง
นับแต่นั้นมา ทุกครั้งที่ค้างคืนในเรือนชุนฮุย เจียงอินจะเสแสร้งทำเป็นนอนอยู่ในห้องของตนก่อน
รอจนสาวใช้กลับไปพักเวรที่เรือนด้านหน้า นางจึงค่อยลอบย่องไปห้องข้าง ๆ
เด็กสาวไม่เคยคิดเลยว่า หากพี่ชายไม่ได้กำชับบ่าวไพร่ไว้ก่อน นางคงลอบออกมาได้ไม่ราบรื่นถึงเพียงนี้
“ก๊อก ก๊อก”
เสียงเคาะประตูเบา ๆ ดังขึ้น
ฉู่หวยเฉินยังไม่นอนเช่นทุกวัน ดวงตาจับอยู่บนหน้าหนังสือ ทว่าในใจกำลังครุ่นคิดถ้อยคำที่จะใช้หารือกับมารดาบุญธรรมหลังเลิกงานวันรุ่งขึ้น
ได้ยินเสียงเคลื่อนไหว เขาก็เงยหน้ามองไปทางประตู--
เด็กหญิงตัวน้อยน่ารักสวมชุดนอนผ้าไหมเนื้อละเอียดสีขาวอมเขียวอ่อน เรือนผมดำขลับเป็นประกายสยายลงบนบ่า นางสวมเกี๊ยะไม้ เผยให้เห็นเท้าน้อยขาวผ่องน่าเอ็นดู
ในอ้อมแขนของน้องสาวมีหมอนนุ่ม ๆ ใบหนึ่ง ใบหน้าเล็กขาวอมชมพูยิ้มให้เขา
“พี่ชาย ข้านอนคนเดียวไม่หลับ ข้ากลัว อยากนอนกับพี่ชาย~”
ฉู่หวยเฉินมองเด็กหญิงตัวน้อยวิ่งย่ำเท้าเล็ก ๆ เข้ามาหาตน สายตาจับจ้องนางไว้ทั้งหมด พลางนึกขำในใจ
