เจียงอินกระโดดเหยง ๆ เข้าไปทุบฉู่เยว่ ต่อยไหล่เขาตุบตับสองหมัด
รอจนพี่รองร้องขอชีวิต นางจึงหย่อนก้นลงนั่ง แล้วเชิดคอขึ้นบ่นว่า
“ข้านึกว่าเป็นชายหนุ่ม ที่ไหนได้กลับเป็นตาเฒ่า”
ฉู่เยว่หัวเราะเสียงดัง ก่อนจะทอดถอนใจไม่หยุด “อายุสามสิบกว่าแล้วยังสอบได้เจี้ยหยวน นับว่าเก่งกาจยิ่งนัก”
“คนมากมายสอบจนแก่เฒ่าแล้วก็ยังเป็นได้แค่ซิ่วไฉ...”
ยามนี้ย่อมต้องยกฉู่หวยเฉินขึ้นมาเปรียบเทียบ ฉู่เยว่เลื่อมใสยิ่งนัก เอ่ยอย่างภาคภูมิใจว่า
“พี่ใหญ่ไม่เคยผ่านการสอบขุนนาง กลับได้เข้าสำนักหานหลินโดยตรง ตลอดหลายร้อยปีนับแต่ราชวงศ์ต้าโจวสถาปนาขึ้นมา มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น”
พี่ใหญ่ได้รับสืบทอดบรรดาศักดิ์จากท่านกั๋วกงผู้ล่วงลับ อีกทั้งผลการศึกษาในสำนักศึกษาหลวงยังยอดเยี่ยมจนได้อันดับหนึ่งทุกปี
หลายปีให้หลัง พี่ใหญ่ได้รับการแนะนำเป็นการส่วนตัวจากอดีตไท่ฟู่ผู้เคยสอบได้อันดับหนึ่งทั้งสามสนามติดกัน ในที่สุดฮ่องเต้ก็ทรงมีพระบัญชาแต่งตั้งเขาเป็นบรรณาธิการขั้นห้าด้วยพระองค์เอง
หากปีนี้พี่ใหญ่ลงสนามสอบ เจี้ยหยวนอันดับหนึ่งของการสอบระดับมณฑลคงอยู่ในกำมือเป็นแน่
ยามฉู่เยว่เอ่ยถึงพี่ชายแท้ ๆ แววภาคภูมิใจเต็มดวงตานั้นย่อมเสแสร้งไม่ได้
เจียงอินพยักหน้าตามอยู่ข้าง ๆ ยิ้มจนดวงตาและคิ้วงามเปล่งประกาย “ย่อมเป็นเช่นนั้น พี่จื่ออันเก่งกาจที่สุด!”
ฉู่เยว่เห็นดังนั้นก็จุ๊ปาก หยอกเย้าน้องสาวขึ้นมา
“เจียงเจียง อีกไม่กี่เดือนเจ้าก็จะหมั้นหมายกับพี่ใหญ่แล้ว”
เด็กหนุ่มวัย 17 ปีประสานมือรองท้ายทอย ท่าทางเกียจคร้าน เขาเอียงศีรษะมายิ้มให้
“กาลเวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน ในที่สุดพี่ใหญ่ก็เลี้ยงเจ้าสาวตัวน้อยของเขาจนเติบโตแล้ว~”
