เสียง “เพล้ง!” ดังขึ้น แก้วใบหนึ่งลอยข้ามมา กระแทกโต๊ะอาหารจนแตกกระจาย เศษแก้วปลิวว่อน
ชายหนุ่มที่กำลังรับประทานอาหารเช้าลุกขึ้นยืนได้ทันท่วงที เศษแก้วไม่ได้บาดใบหน้าเขา ทว่ามือเรียวยาวที่กำโทรศัพท์อยู่กลับมีรอยเลือดขีดหนึ่ง
อวิ๋นชิงยืนอยู่ห่างออกไปสองเมตร มองรอยเลือดนั้นแล้วชะงักไปครู่หนึ่ง
เธอขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะเลื่อนสายตาขึ้นไปหยุดบนใบหน้าที่แทบไม่เคยเปลี่ยนสีหน้าของฮั่วเฉิน ความโกรธในใจก็พลุ่งขึ้นมาในทันที
เธอเดินไปนั่งข้างโต๊ะ เชิดคางมองเขาด้วยท่าทางเย่อหยิ่ง แล้วหัวเราะเย็นชา “จงใจทำตัวเองบาดเจ็บ เพื่อจะได้ไปฟ้องพ่อฉันใช่ไหม?”
ฮั่วเฉินชินกับความไร้เหตุผลและการหาเรื่องได้ทุกเมื่อของเธอแล้ว จึงตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “คุณหนูคิดมากไปแล้วครับ ผมต้องไปบริษัทแล้ว เชิญคุณหนูรับประทานอาหารตามสบาย”
สีหน้าอวิ๋นชิงหม่นลง ก่อนจะยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย สายตากวาดมองใบหน้าเขา แล้วเอ่ยช้า ๆ ว่า “รีบร้อนไปไหน? เมื่อวานฉันเดินเยอะจนเจ็บเท้า มานวดให้หน่อยสิ”
ฮั่วเฉินยืนนิ่งไม่ขยับ
สีหน้าอวิ๋นชิงเย็นชาลง “ทำไม? ตอนนี้ใช้เธอไม่ได้แล้วหรือไง? งั้นฉันคงต้องไปคุยกับพ่อดี ๆ แล้วล่ะ ว่าเขาเลี้ยงหมาป่าอกตัญญูขึ้นมาตัวหนึ่ง!”
ฮั่วเฉินเหลือบตามองเธอ แววตาของเขาถูกบดบังด้วยแว่นกรอบทอง จนยากจะหยั่งถึงความรู้สึก
ภายใต้สายตายั่วโมโหของอวิ๋นชิง เขาเดินมาหาเธออย่างเงียบงัน คุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น ยื่นมือจับข้อเท้าเธอแล้วถอดรองเท้าแตะออก
สวี่อวิ๋นชิงเติบโตมาอย่างประคบประหงม ทั้งยังมีหน้าตาสะสวย แม้แต่เท้าก็ยังขาวเนียนงดงาม เมื่ออยู่ในมือเขาก็ราวกับกำลังประคองหยกเนื้อดีสีขาวมันแพะไว้ก้อนหนึ่ง
ฮั่วเฉินก้มมองเท้าขาวเนียนในมือ แววตาวูบไหวด้วยความมืดมน ความงดงามเปราะบางเช่นนี้ช่างชวนให้คนอยากบีบให้แตกละเอียดดูสักครั้ง