ฆ้องกลองบรรเลงเพลงร้อยวิหคคารวะหงส์ หุ่นกระดาษแห่ศพ ญาติมิตรล้วนร่ำไห้ร่วมอาลัย
เสียงปี่แหลมสูงเสียดหู เสียงฆ้องกลองทุ้มต่ำสั่นสะเทือน
เสียงร้องไห้คร่ำครวญดังไม่ขาดสาย
ถนนทั้งสายปูเต็มไปด้วยกระดาษเงินกระดาษทองสีขาว
แก้มของหุ่นกระดาษแต้มชาดเป็นวงแดงดูป่วยไข้
แต้มชาดไว้ตรงมุมปากที่คว่ำลง ก่อนส่งเสียงร่ำไห้เป็นระลอก
นอกม่านพลังของรถบัสสีเงินสามคัน หุ่นกระดาษตัวเล็กกว่าพากันหามโลงกระดาษขนาดจิ๋วคนละใบ
ราวกับเครื่องทุบกำแพงเมืองในสมัยโบราณ
พวกมันกระหน่ำทุบม่านพลังสีน้ำเงินไม่หยุด
ทุกครั้งที่กระแทก ม่านพลังจะกระเพื่อมอย่างรุนแรง
แสงสว่างริบหรี่ลงอีกนิด
“ตึง!”
“ตึง!”
“ตึง!”
เสียงกระแทกทึบหนักดังขึ้น ปะปนกับเสียงปี่และเสียงร้องไห้ในงานศพ
ภายในม่านพลัง พลังเหนือมนุษย์หลากสีสันปะทุขึ้น
โจมตีสังหารหุ่นกระดาษที่อยู่นอกม่านพลังไม่หยุดหย่อน
แต่หุ่นกระดาษมีมาไม่ขาดสาย พากันกรูเข้าใส่ไม่กลัวตาย
.........
“ฉันทนไม่ไหวแล้ว! ปล่อยฉันออกไป!”
ชายคนหนึ่งใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำมูกและน้ำตา
จู่ ๆ ก็พุ่งออกจากม่านป้องกันราวกับเสียสติ
เห็นได้ชัดว่าความกดดันหนักหน่วงทำให้สภาพจิตใจของเขาพังทลายลงแล้ว
“กลับมา!”
เสียงเคร่งขรึมเย็นชาดังขึ้น
แต่...สายเกินไปแล้ว...
ชายคนนั้นเพิ่งวิ่งพ้นขอบเขตม่านพลัง
หุ่นกระดาษรอบข้างก็หยุดเคลื่อนไหว แล้วหันมามองเขาพร้อมกันเป็นตาเดียว
