หลินลู่ค่อย ๆ เดินมาจากทางขบวนรถ
คราวนี้เขาไม่ได้พันผ้าขาวผืนที่เป็นเอกลักษณ์ไว้
มีรอยเลือดสองสายอยู่บนดวงตา ลากยาวจากหางตาไปจนถึงโคนหู
นั่นคือบาดแผลถาวรจากการฝืนใช้ความสามารถรับรู้เกินขีดจำกัด
ดวงตาทั้งสองข้างของเขาบอดสนิทแล้วในคราวนี้
หลินลู่เดินมาหยุดตรงหน้ารถดัมพ์
สีหน้าไร้อารมณ์ มองไม่ออกว่าดีใจหรือเสียใจ
เขามองชื่อชื้อที่กำลังทำท่าทางประหลาดอยู่แวบหนึ่ง
จากนั้นก็หันไปมองทางรถดัมพ์
ชื่อชื้อไม่สนใจเขาสักนิด ยังคงยืดเส้นยืดสายตามลำพัง
มันรู้ว่าหลินลู่มาทำอะไร
ผ่านไปเนิ่นนาน หลินลู่จึงค่อยเอ่ยขึ้นด้วยเสียงแหบพร่า
“เขาเป็นยังไงบ้าง”
หัวลาเจ้าชื่อชื้อชี้ไปทางชื่อชื้อหมายเลข 2
“ขึ้นไปดูเองสิ”
หลินลู่ไม่พูดพร่ำอีก เปิดประตูรถแล้วมุดเข้าไปในกระบะท้าย
ผ่านไปเนิ่นนาน...
หลินลู่ลงจากรถ
เขาล้วงผ้าพันแผลที่ซักสะอาดแล้วออกมาจากกระเป๋า
ถึงอย่างนั้นก็ยังเห็นคราบเลือดจาง ๆ อยู่
เขาพันปิดรอยแผลเป็นน่าเกลียดบนดวงตา
น้ำเสียงเย็นชา
“จะไปเมื่อไหร่”
เมื่อได้ยินเสียง ชื่อชื้อก็ยังทำท่าบริหารต่อ
มันตอบโดยไม่หันกลับมา
“รอฉันหายดีก่อน”
หลินลู่เงียบไป
ชื่อชื้อคล้ายกับถูกทำให้ขำ
บนหน้าลาปรากฏแววเยาะเย้ย
“อะไร กลัวว่าเขาฟื้นแล้วจะฆ่าพวกแกให้หมดหรือไง”
หลินลู่ฟังออกถึงความเย้ยหยันในน้ำเสียงของชื่อชื้อ
ร่างเขาชะงักเล็กน้อย
จากนั้นก็หันหลังเดินไปทางรถบัญชาการของตัวเอง
เขาพึมพำด้วยเสียงเบาจนมีเพียงตัวเองที่ได้ยิน
“ฉันไม่มีทางเลือก”
