หลินเย่ถือกุญแจเปิดประตูห้องเก่าทรุดโทรมได้อย่างราบรื่น ทุกคนทยอยเดินออกไปทีละคน
นอกประตูเป็นทางเดินยาวเหยียดมืดสลัว ผนังด่างพร้อยเหลืองซีด โปสเตอร์เก่าที่หลุดลอกไปเกือบหมดแขวนอยู่ทั้งสองฝั่ง ส่วนพื้นกระเบื้องมีฝุ่นจับบาง ๆ
ตลอดทางเดินมืดสลัว มีเพียงหลอดไฟบนเพดานไม่กี่ดวงที่ขั้วหลวม กะพริบสว่างวูบดับวูบพร้อมส่งเสียงซ่า
สุดทางเดินมีลิฟต์เก่าคร่ำครึ บานประตูโลหะขึ้นสนิมด่างพร้อย ให้ความรู้สึกเก่าแก่ชวนขนลุกอย่างบอกไม่ถูก
ทุกคนเพิ่งก้าวพ้นประตูห้องมาได้ไม่กี่ก้าว แสงไฟเหนือศีรษะก็พลันกะพริบรัวอย่างบ้าคลั่ง
“ซ่าาา~”
เสียงกระแสไฟฟ้าดังแทรกขึ้นมา ทางเดินทั้งแถบสว่างวูบดับวูบ บรรยากาศตึงเครียดขึ้นถึงขีดสุดในชั่วพริบตา
ทันใดนั้น เสียงหัวเราะของเด็กน้อยที่ทั้งไร้เดียงสาและชวนขนลุกก็ดังก้องแผ่วเบาขึ้นอีกครั้งในทางเดินอันว่างเปล่า
“พวกเธอออกมาแล้วสินะ... ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า...”
“รีบขึ้นลิฟต์มาหาฉันสิ...”
เสียงล่องลอยดังใกล้บ้างไกลบ้าง ฟังแล้วชวนให้หนังศีรษะชา
ผู้จัดการร้านสูดหายใจลึก ๆ ข่มความตื่นเต้นในใจ ก่อนเอ่ยว่า “ไป เราขึ้นลิฟต์กัน ทำตามเนื้อเรื่องไปก่อน”
ทั้งห้าคนเดินเคียงกันไปยังลิฟต์ที่อยู่สุดทางเดิน เมื่อถึงหน้าลิฟต์ หลินเย่ก็ยกมือกดปุ่มเรียก
ลิฟต์เก่าส่งเสียง “ติ๊งต่อง” เบา ๆ บานประตูโลหะค่อย ๆ เลื่อนเปิดออกทั้งสองข้าง ภายในลิฟต์คับแคบ ผนังทั้งสี่ด้านเป็นโลหะสีหม่น แสงไฟสีเหลืองสลัวอ่อนแรง
ทุกคนทยอยเดินเข้าไปในลิฟต์ พื้นที่แคบ ๆ พลันแน่นขนัดไปด้วยคนทั้งห้า
หลินเย่หันไปมองผู้จัดการร้านที่ยืนข้าง ๆ แล้วถามขึ้นอย่างไม่คิดอะไร “จะไปชั้นไหน?”
