ในเวลาเดียวกัน ตำหนักสันติสุข
ฮองไทเฮาเซียวมี่ ซึ่งใกล้จะห้าสิบปีแล้ว เพิ่งเสร็จศึกดุเดือดกับไป๋อวี้ชายคนสนิท
นางนอนพักผ่อน
ไป๋อวี้กำลังคลึงไหล่เซียวมี่เบา ๆ ใบหน้าหล่อเหลาประดับรอยยิ้มประจบประแจงเหมือนหมาจ๋อ
“เหนียงเหนียง พอพระทัยในการปรนนิบัติครั้งนี้ของข้าหรือไม่”
เซียวมี่พลิกกายมา ใช้ปลายนิ้วเชยคางไป๋อวี้ขึ้นอย่างอ่อนโยน
“อวี้หลางมีฝีมือยิ่งนัก ข้าจะไม่พอพระทัยได้อย่างไร”
“พอพระทัยยิ่งนัก”
ได้ยินดังนั้น ใบหน้าไป๋อวี้ก็ปรากฏรอยยิ้มสุขใจ
“อวี้หลางจะอยู่ปรนนิบัติท่านตลอดชีวิต”
“ดี…”
ทั้งสองกำลังสนทนากันด้วยความหวานชื่น กลับมีเสียงหนึ่งดังมาจากนอกประตู ขัดจังหวะพวกเขา
“เหนียง…เหนียง ฝ่าบาทส่งคนมาส่ง…ส่งของให้”
น้ำเสียงยังสั่นเครือ
เซียวมี่ตรัสตรง ๆ
“เขาจะส่งของดีอะไรให้ข้าได้ ทิ้งไปเสีย”
เสียงนอกประตูดังขึ้นอีกครั้ง “คราวนี้ของที่ส่งมาไม่เหมือนเดิม เป็น…เป็นมูลหมู”
“ฝ่าบาทยังตรัสอีกว่าท่านทรงโปรดการบำรุง ให้นำมูลหมูไปบำรุงพระวรกาย”
คำพูดเหล่านี้ลอยเข้าหูเซียวมี่แล้ว รอยยิ้มบนใบหน้านางก็ถูกแทนที่ด้วยความเย็นชา แววตาพรากชีวิตคนได้
“ว่าไงนะ”
เซียวมี่กระโดดลงจากเตียงด้วยเท้าเปล่า
คนนอกประตูถึงแม้จะมีบานประตูขวาง แต่ก็สัมผัสได้ถึงความเยียบเย็นที่เซียวมี่แผ่ออกมา สั่นเทาจนทรุดคุกเข่าลงกับพื้น
ไป๋อวี้ไม่หวั่นกลัวความกริ้วของเซียวมี่ หากแต่เป็นห่วงพระวรกายของนาง รีบถือรองเท้าคุกเข่าอยู่ข้างเซียวมี่
“เหนียงเหนียง พื้นเย็น”
เซียวจ้องมองไป๋อวี้ ใบหน้าเย็นชากลับมีรอยยิ้มจาง ๆ “อวี้หลางช่างรู้ใจเหลือเกิน รอให้ข้าจัดการกับฝ่าบาทแล้ว จะกลับมารักเจ้า”
“ขอบพระทัยเหนียงเหนียง”
พูดยังไม่ทันขาดคำ เซียวมี่ก็มายืนหน้าประตูแล้ว
ประตูตำหนักเปิดออก
กลิ่นฉุนโชยของมูลหมูก็พุ่งเข้าจมูกนาง ฮองไทเฮาอย่างเซียวมี่ซึ่งเคยชินกับการถูกปรนเปรอย่อมทนไม่ได้
คลื่นไส้อยากรากในอก
นางในทั้งสองข้างพากันคุกเข่าด้วยความกลัว มูลหมูเป็นของปฏิกูล
บัดนี้กลับถูกนำมาไว้ต่อหน้าผู้เป็นถึงฮ่องเต้
ต่อให้เซียวผู้มีแผนการลึกซึ้งเพียงใด ครานี้ก็กลั้นไม่อยู่ ตวาดกร้าวว่า
“ใครส่งมา”
นางกำนัลที่คุกเข่ากล่าวเสียงสั่น “เป็น…เป็นขันทีน้อยจากตำหนักฉางเล่อ เขา…ยังบอกอีกว่าฝ่าบาทจับฮูหยินสวี่เยียนหรานขังไว้ในคอกหมู”
“อะไรนะ”
เซียวทั้งตกใจและกริ้ว ตวาดออกมาอย่างหัวเสีย “ฝ่าบาทมีอันเป็นไปอย่างไรถึงทำเช่นนี้ เป็นบ้าไปแล้วหรือไร”
“จัดขบวน”
ทันใดนั้นพวกนางก็เคลื่อนขบวนไปยังคอกหมูที่โรงครัวหลวง
ที่นี่…
เยี่ยชิงนั่งอยู่ริมคอกหมู จมูกยัดผ้าเก่า ๆ พอช่วยกรองกลิ่นฉุนของมูลหมูได้บ้าง
ส่วนสวี่เยียนหราน สนมผู้นี้ถูกทรมานจนเนื้อตัวสกปรกมอมแมม
เช็ดน้ำตา
ไม่มีท่าทีหยิ่งผยองดังเดิมอีกแล้ว แม้แต่ขันทีรอบ ๆ ยังจดจ่อมอง
ก่อนหน้ากนเหล่านี้ยังได้แต่ฝันถึงรูปร่างอรชรของนาง
แต่ตอนนี้ ต่อให้วางนางไว้ในผ้าห่มพวกเขา ก็ยังรู้สึกว่าเหม็นเหลือเกิน
“เพ่…เพคะ หม่อมฉันรู้ว่าผิดแล้ว หม่อมฉันจะไม่ตะโกนใส่ฝ่าบาทอีก”
“หม่อมฉันยินดีปรนนิบัติเพคะ”
เยี่ยชิงไร้อารมณ์ ปฏิเสธทันใด “พอเถอะ อย่าร้องขอ เราโปรดเห็นท่าทีดึงดันหัวแข็งของเจ้าดีกว่า”
“ตัวก็เหม็นฉึ่ง ใครอยากให้เจ้าปรนนิบัติ”
สวี่เยียนหรานคับแค้นใจแทบตาย ร้องไห้ฟูมฟาย หมดหนทาง ได้แต่ร้องขอความช่วยเหลือ
“ช่วยด้วย”
“ช่วยด้วยนะ”
เมื่อนางสิ้นหวัง เสียงหนึ่งเปี่ยมไปด้วยอำนาจก็ดังขึ้น
ใครเล่า
ก็คือเซียว
นางมากับคนอีกยี่สิบสามสิบคน มิใช่ความทรนงตนธรรมดา
ขันทีแห่งตำหนักฉางเล่อครั้นเห็นฮองไทเฮา ต่างก็เตรียมคุกเข่าลง
เสียงเย็นชาของเยี่ยชิงดังตัดขึ้น
“เฉาเจิ้งฉุน เจ้าช่วยเรากำกับดู หากผู้ใดคุกเข่า ก็ลากออกไป แล้วตอนเสียอีกรอบ”
เดิมทีเฉาเจิ้งฉุนยังคิดจะคุกเข่า แต่ตอนนี้หัวเข่าบีบเข้าหากันแน่น
“พ่ะย่ะค่ะ”
ด้วยเหตุนี้ ขันทีแห่งตำหนักฉางเล่อจึงมิได้คุกเข่า
เซียวมี่ก็กริ้วอยู่ก่อนแล้ว ใครจะคาดคิดว่าขันทีตำหนักฉางเล่อมาเห็นนางแล้วยังไม่คุกเข่าอีก ยิ่งเพิ่มโทสะ
“เยี่ยชิง เจ้ากำลังทำอะไรวุ่นวาย”
“ยังเห็นข้าอยู่ในสายตาหรือไม่”
“ยังไม่รีบคุกเข่าอีก”
เอ่ยปากก็กดดันข่มขวัญทันที
หากเป็นเยี่ยชิงคนก่อน ย่อมหวาดเกรงเซียว
คาดว่าแค่แววตานาง ก็คงทำให้เจ้าเดิมตกใจจนไม่กล้าทานข้าวถึงสามวัน
แต่เวลานี้หาใช่วันวาน
เยี่ยชิงมองเซียว หนังตากระตุกเล็กน้อย
“พ่อบ้านเฉา บอกแก่ฮองไทเฮาผู้นี้เสียหน่อยว่า ฮ่องเต้ผู้ขึ้นครองบัลลังก์แล้วยังจำเป็นต้องคำนับนางอยู่อีกหรือไม่”
เฉาเจิ้งฉุนก็ไม่กล้าล่วงเกินเซียว แต่นาทีนี้ถูกบีบให้ต้องอยู่ตรงจุดนี้ ได้แต่ใจกล้าแข็ง
“ทูลฝ่าบาท ตามกฎมณเฑียรบาล จักรพรรดิผู้ขึ้นครองราชย์แล้วไม่จำเป็นต้องคำนับผู้ใดทั้งสิ้น”
“ใต้เท้าคือมหาจักรพรรดิ”
เยี่ยชิงพอพระทัยในคำตอบของเฉาเจิ้งฉุนยิ่ง จากนั้นจึงตบบ่าเฉาเจิ้งฉุน ท่าทีดูไร้เรี่ยวแรง แต่แท้จริงเป็นการข่มขวัญ
เฉาเจิ้งฉุนเกือบจะคุกเข่าอีกครั้ง
เซียวมี่คาดไม่ถึงว่าเยี่ยชิงจะกล้าขัดขืนนาง จึงยิ่งเดือดดาล
“ข้าเป็นพระมารดาของเจ้า เป็นพระชายาแห่งปฐมจักรพรรดิ เจ้ากล้าดูหมิ่นและขัดขืนข้าเช่นนี้ เยี่ยชิง ช่างใจอาจหาญนัก”
“ข้าสามารถให้เจ้านั่งบัลลังก์นี้ ก็ล้มเจ้าได้เช่นกัน”
“ไร้กตัญญู ทำแต่สิ่งที่ไร้สาระ ไม่มีแม้เงาของความเป็นจักรพรรดิ”
สวี่เยียนหรานมีเซียวมี่เป็นที่พึ่ง ก็ได้ฮึกเหิมอีกครั้ง “ฮองไทเฮาเพคะ ท่านตรัสถูกต้องยิ่งนัก ท่านต้องช่วยหม่อมฉันด้วยนะเพคะ”
“เขาเสียสติไปแล้ว”
เซียวมี่ชายตามองสวี่เยียนหรานเนื้อตัวดำมอม ดูแล้วก็คลื่นไส้
นางก็แสดงความรังเกียจออกมาอย่างหนึ่ง จากนั้นจึงออกคำสั่ง
“คนมา จับเยี่ยชิง”
คนของเซียวมี่เตรียมจะเข้าจับ
เยี่ยชิงหัวเราะขึ้นมาในตอนนี้ เสียงหัวเราะดังลั่น ทั้งยังมีอำนาจทะลุทะลวง
ทำให้หลายคนนิ่งงัน
เขาเป็นอะไร
เมื่อเซียวมี่ตรัสว่าเขาไม่สมกับเป็นจักรพรรดิ ก็ให้นางได้เห็นสภาพเสียสติของเขาบ้างก็แล้วกัน
“เฉาเจิ้งฉุน เราขอบัญชาเจ้า โยนฮองไทเฮาลงไปในคอกหมูด้วย”
อะไรนะ
คำพูดนี้คล้ายฟ้าผ่าพิโรธแผ่กวาดไปทั่วคอกหมูโรงครัวหลวง
เฉาเจิ้งฉุนอึ้งตะลึง
“ฝ่า…ฝ่าบาท นี่มัน…”
เซียวมี่ตกใจและกริ้วไปพร้อมกัน แต่ก็หัวเราะ เงยศีรษะอย่างหยิ่งทะนง ท่วงท่าดูแคลนทุกทิศ
“ข้าจะยืนอยู่ ณ ที่นี้ ก็ให้เจ้าได้เห็นว่าเจ้ากล้าหรือไม่”
เยี่ยชิงแค่นหัวเราะในใจ บรรยากาศอุ่นเครื่องถึงเพียงนี้แล้วไม่ลงมือ ถ้ามันจะไม่ทำให้เขาดูเป็นจักรพรรดิที่กระจอกเกินไปหน่อยหรือ
เยี่ยชิงสาวเท้าเข้าไปหาเซียวมี่ทันที
จู่โจมฉับพลัน
ไม่เปิดโอกาสให้องครักษ์ข้างกายนางแม้แต่น้อย จับเอวนางยกขึ้นแล้วเหวี่ยงลงไปในคอกหมู
นางผู้สูงศักดิ์แห่งวังหลัง ถูกตกลงไปจนเนื้อตัวเปื้อนน้ำมูลสัตว์ เกียรติความงามมลายสูญ
สวี่เยียนหรานตะลึงอีกครั้ง
เสียสติไปแล้ว
โลกนี้ช่างวิปริตสิ้นแล้ว
เซียวมี่สมองว่างเปล่าชั่วครู่ จากนั้นจึงแผดเสียงเกรี้ยวกราด “เยี่ย…เยี่ยชิง เจ้า…เจ้ากล้าดูหมิ่นข้าเช่นนี้”
“ข้าคือฮองไทเฮา”
“ข้าจะถอดเจ้าออกจากตำแหน่ง ไม่ ข้าจะสังหารเจ้า”
สุภาพสตรีผู้เคยอยู่บนสรวงสวรรค์ บัดนี้ถูกดึงลงมายังบ่อโคลนเหม็นเน่า ความโกรธแค้นทำให้นางสูญเสียสติ
เยี่ยชิงทำหน้าเรียบเฉย
ในเวลาเดียวกัน ก็ได้รับเสียงแจ้งเตือนที่คุ้นเคยดังขึ้น
“เจ้าบ้านนำตัวเซียวมี่โยนลงคอกหมู เป็นพฤติกรรมบ้าบิ่นพอตัว มอบรางวัล วิชาตัวเบาเฉ่าซั่งเฟย”
เยี่ยชิงรู้สึกวูบวาบในร่าง ก็รู้สึกว่าตนเองสามารถเหินอยู่เหนือยอดหญ้าได้
ตอนนี้มีพลังสามสิบปี มีทั้งกระบวนท่าดาบและวิชาตัวเบา ฝีมือใกล้เคียงกับจอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์ธรรมดาแล้ว
ฉะนั้น จึงหาญเหิม
เซียวมี่เตรียมการให้คนสังหารเยี่ยชิง ใครจะคิดว่าเยี่ยชิงกลับเดินเข้าไปหาถือกระบี่ยาวตรงหน้านาง พูดอย่างมีความหมายว่า
“มาเถิด แทงมาตรงใจนี่”
“ท่านคือฮองไทเฮาเซียวมิใช่รึ ทั้งใต้หล้าท่านก็จัดการได้ทั้งนั้น ปลงพระชนม์จักรพรรดิก็เพียงเท่านั้น”
“ตอนนั้นให้ใต้หล้าได้เห็นว่า ฮองไทเฮาช่างเกรียงไกรเพียงไร”
เซียวมี่เดิมทีเจตนาฆ่าฟันเต็มเปี่ยม แต่เมื่อได้ฟังแล้วกลับสงบจิตลง
ถึงนางจะเป็นฮองไทเฮา มีเดิมพันอยู่ในมือบ้าง แต่ข้างล่างยังมีสามขุนนางใหญ่จ้องจะเขมือบ หากเขาตาย
คนเหล่านั้นต้องหาเหตุเล่นงานนางเป็นแน่
ครานั้นลูกชายแท้ ๆ ของนางก็หมดโอกาสขึ้นครองบัลลังก์
ขณะสองฝ่ายกำลังประจันหน้ากัน
ลำแสงดาบคมวาบหนึ่งก็พุ่งเข้าใส่เยี่ยชิง…