เถียนจิงจิงวางตะกร้าไข่ลงบนพื้นด้วยท่าทีกระแทกกระทั้น สายตาจดจ้องรอยฟกช้ำสีเขียวอ่อนบนหน้าผากของซูเยว่ราวกับจะแทะโลมให้ทะลุ
เปลวเพลิงพิษสงในใจพลุ่งพล่านขึ้นมาอีกครา ไอ้ตกบันไดคราวนั้น ไฉนไม่ตายห่าคาร่องไปเลยนะ
แถมในประกาศวิทยุยังว่าเป็นผู้รักชาติอีก
เพ้อเจ้อ! ก็แค่คุณหนูใหญ่ตระกูลนายทุนชัด ๆ
ในใจเกลียดชังหนักหนา แต่บนหน้ากลับแต้มรอยยิ้มเอ่ยปาก
‘นึกไม่ถึงเลยแท้ ๆ ว่าเธอจะเป็นหลานสาวของท่านคณบดีซู ข้าน้อยว่าแล้วว่าพบหน้าเธอครั้งแรกก็รู้สึกคุ้น ๆ’
ซูเยว่ขมวดคิ้ว ‘เธอรู้จักคุณปู่ของฉันหรือ’
เถียนจิงจิงระบายยิ้ม ‘หลายปีมานี้ข้าน้อยไปศึกษาดูงานที่โรงพยาบาลเมืองหลวงมาตลอด ก่อนท่านคณบดีซูเกิดเรื่อง ท่านเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลเมืองหลวง’
ฟังคำนางจบ ซูเยว่ก็ก้าวเข้าไปครึ่งก้าว
ด้วยเหตุแห่งส่วนต่างความสูง พอดีให้เห็นขนตาสั่นระริกของอีกฝ่าย ‘เช่นนั้นเรื่องราวของครอบครัวฉัน เป็นเธอบอกแก่เสิ่นม่านเสวี่ยงั้นรึ’
เถียนจิงจิงใจวาบ ภายในใจค่อยรู้สึกเสียใจกับคำพูดของตนเมื่อครู่
ปลายนิ้วกดจิกเข้าไปในฝ่ามือ นางขมวดคิ้วถาม ‘เธอหมายความว่าอะไร’
ซูเยว่ยกมุมปากยิ้มหยันเยียบ
‘การที่ฉันบริจาคตำรับยานั้น สถานะของฉันถูกปิดเป็นความลับขั้นสูงสุด แม้แต่เสิ่นเจี้ยนหมินยังไม่รู้ เธอว่าเสิ่นม่านเสวี่ย คุณหนูใหญ่ที่ถูกตามใจเสียจนเหลิงคนหนึ่ง จะล่วงรู้ได้อย่างไร’
เถียนจิงจิงอกใจเต้นระรัวไม่หยุด
เป็นไปได้ไหมว่าซูเยว่รู้เรื่องอะไรแล้ว
ความคิดนี้เพิ่งผุดขึ้นมา ก็ถูกนางกดทับไว้ทันใด เป็นไปไม่ได้
จดหมายนิรนามฉบับนั้น ตัวอักษรล้วนเป็นนางตัดและแปะจากหนังสือพิมพ์ด้วยกาว ไม่อาจสาวถึงต้นตออันใดได้เลย
