ลู่หวยจือหันกลับไป ก็เห็นพยาบาลหลายคนวิ่งเข้ามาจากประตู คนที่เอ่ยปากเมื่อครู่คือหนึ่งในนั้น
ในใจเขาแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
ห้องผู้ป่วยนี้อยู่มุมห้อง ไกลจากห้องพยาบาลพอสมควร
แต่ทว่าเสียงเอะอะเมื่อครู่ดังเกินไป พยาบาลถึงกับตกใจ รีบร้อนวิ่งมาดู
ไม่คิดว่าพอเข้ามาจะได้เห็นภาพน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้
คนที่พูดก่อนหน้านี้เป็นหญิงวัยกลางคน สายตาเฉียบคมจับจ้องซูเยว่ "เธอยังไม่ปล่อยอีก ฉันจะเรียกคนจากแผนกรักษาความปลอดภัยมานะ"
ซูเยว่กวาดสายตามองทุกคน สุดท้ายหยุดลงที่ลู่หวยจือซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ
กดเก็บโทสะที่พลุ่งพล่านในอก เธอค่อย ๆ คลายมือออก
เธอแค่อยากสั่งสอนสองคนนี้ ไม่ได้คิดจะเอาตัวเข้าไปเอี่ยวด้วยจริง ๆ
พอพ้นจากการจับกุม หลินหว่านรีบหดตัวจากขอบหน้าต่างเข้ามาในห้อง จากนั้นไม่หันกลับมามอง สาวเท้าพุ่งไปที่ประตู หนีห่างจากซูเยว่
ถึงระยะปลอดภัยแล้ว เธอฝืนต่อไปไม่ไหว ร่างอ่อนทรุดลงนั่งกับพื้น
ความรู้สึกใกล้ตายเมื่อครู่ทำให้เธอออกอาการหวาดกลัวจนไม่อาจเก็บอาการได้ หัวใจเต้นระรัวอย่างควบคุมไม่ได้
ในที่สุดก็ตั้งสติได้ เธอลุกขึ้นจากพื้น มองเขม็งใส่ซูเยว่อย่างไม่กะพริบตา ตวาดด้วยเสียงแหลมว่า "ฉันจะแจ้งความ"
ลู่หวยจือตอนนี้ก็ได้สติกลับมาแล้วเหมือนกัน เขาเอ่ยปากกับทุกคน "รบกวนพวกคุณช่วยแจ้งความให้ที"
ตอนที่เขาพูดประโยคนี้ สายตามองซูเยว่อย่างอาฆาตแค้น ราวกับจะจ้องให้ร่างเธอทะลุเป็นรู
เขาเตรียมแผนจะสั่งสอนซูเยว่ให้หลาบจำ
รอให้เธอทนไม่ไหวมาอ้อนวอนเขา ถึงตอนนั้นเขาจะไม่มีทางยกโทษให้เธอง่าย ๆ เป็นอันขาด
ซูเยว่ยืนอยู่ที่เดิม เก็บภาพของทั้งสองไว้ในสายตา ในแววตาฉายแวบความเหยียดหยัน
สถานีตำรวจอยู่ใกล้โรงพยาบาลมาก เจ้าหน้าที่มาถึงอย่างรวดเร็ว
หลินหว่านและลู่หวยจือรีบเอ่ยปากฟ้องความผิดของซูเยว่
ซูเยว่ยืนนิ่งอยู่ที่เดิม สีหน้าค่อนข้างซีด แต่ท่วงท่าสงบนิ่งมาก รอให้ลู่หวยจือกับหลินหว่านพูดจบ จึงหันไปบอกเจ้าหน้าที่ว่า "ฉันก็จะแจ้งความเหมือนกัน"
เธอยกมือชี้ไปที่ลู่หวยจือ "พวกเขาเพื่อแย่งงานของฉัน จงใจผลักฉันล้ม ต้องการทำร้ายฉันให้ตาย"
เธอพูดพลางหันไปให้ทุกคนดูด้านหลังศีรษะที่บาดเจ็บ
เลือดที่แผลหยุดแล้ว คราบเลือดแห้งเกาะเป็นก้อนบนเส้นผม ดูแล้วชวนสะดุดตาเป็นพิเศษ
ลู่หวยจือโกรธกับคำพูดของเธอ ถึงกับฮึดฮัดร้อนรน "ใครมันไปแย่งงานผลักเธอล้มกัน เรื่องนั้นน่ะเธอยืนไม่ดีเองชัด ๆ"
ซูเยว่ไม่สนใจเขา มองแต่เจ้าหน้าที่ด้วยสายตาจริงจัง
สุดท้ายทั้งสามคนเลยถูกพาตัวไปสถานีตำรวจด้วยกัน
ตลอดทางปากของลู่หวยจือไม่เคยหยุดพัก หนีไม่พ้นคำด่าแช่งกับคำข่มขู่ตาย ซูเยว่ทำไม่สนใจไปเลย
ถึงหน้าสถานีตำรวจ ลู่หวยจือซึ่งถูกเมินมาทั้งทาง ทิ้งท้ายคำกราดไว้ตรง ๆ "ซูเยว่ เธอมันแน่จริงนี่ เธอคงจะแข็งกร้าวแบบนี้ตลอดไปนะ ถึงตอนนั้นจะถูกส่งไปอยู่ค่ายแรงงานพร้อมกับพวกปัญญาชนเสื่อมทรามบ้านเธอเองนั่นแหละ"
ได้ยินเขาพาดพิงถึงคนในครอบครัว สีหน้าซูเยว่เปลี่ยนไปฉับพลัน ในแววตาพลันฉายแวบดุดัน ถมึงตาใส่อย่างเคียดแค้น "หุบปากนะ แกไม่มีสิทธิ์เอ่ยถึงพวกเขา"
ลู่หวยจือตอนนี้ไม่กลัวเธอแล้ว "เป็นไง ผมพูดผิดตรงไหน?"
เขากำลังจะเอ่ยต่อ แต่สายตาเหลือบไปเห็นเงาร่างที่คุ้นเคยอยู่ไม่ไกล ร่างเกร็งไปทั้งตัว
"อาเสี่ยว..."
น้ำเสียงเขาแฝงความขยาดอยู่บ้าง "ท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?"
ได้ยินคำพูดของเขา ซูเยว่พลันมองตามสายตานั้นไปโดยไม่รู้ตัว
เห็นแต่ภายในลานสถานีตำรวจ ลู่เหยี่ยอยู่ในชุดเครื่องแบบทหารเขียวขี้ม้าตัดเนี้ยบ รูปร่างสูงระหงตรงดุจต้นสน คิ้วตาคมลึก สันจมูกโด่งเป็นสัน
เขากำลังเอียงศีรษะพูดกับคนข้าง ๆ อยู่
ความทรงจำหลั่งไหลคืนมาในสมองอีกครั้ง
ลู่เหยี่ยเป็นบุตรคนเล็กของคุณปู่ลู่
ตอนนี้เป็นทหารอยู่ในเขตทหารมณฑลเฮยหลงเจียง
ชาติก่อน พวกเขาเจอกันน้อยมาก นับครั้งได้
ปีที่สามที่เธอแต่งงานกับลู่หวยจือ เขาเคยกลับมาครั้งหนึ่ง
ตอนนั้นเธอถูกวางยาพิษ หมดแรงนอนซมอยู่บนเตียง กระทั่งลงจากเตียงยังไม่ได้
ลู่เหยี่ยตอนนั้นมาเยี่ยมเธอ เอาข่าวของครอบครัวเธอมาบอก
เพราะที่ที่ครอบครัวเธอถูกส่งไปใช้แรงงานอยู่ก็อยู่ในเขตมณฑลเฮยหลงเจียงนั่นเอง
เธอหน้าด้านฝากฝังอีกฝ่ายให้ช่วยดูแลสักหน่อย
ตอนนั้น เงินและของของเธอถูกลู่หวยจือกับหลินหว่านยึดไปหมดแล้ว เธอไม่มีปัญญาแม้แต่จะหยิบยื่นเงินให้อีกฝ่ายซื้อของให้ครอบครัว
ลู่เหยี่ยคงมองออกว่าเธอกำลังลำบาก จึงบอกว่าคุณปู่เคยช่วยชีวิตบิดาของเขาไว้ ดูแค่บุญคุณที่ช่วยชีวิตนี้เขาก็ต้องดูแลพวกเขาอยู่แล้ว
เขาไม่ได้อยู่นาน
พอเขาจากไป ซูเยว่ถึงได้รู้ว่ามีธนบัตรกับคูปองสอดไว้ใต้หมอน
เธอจำได้แม่นยำว่าเป็นเงิน 106 หยวน 5 เจียว นั่นคงเป็นเงินทั้งหมดที่เขามีติดตัวอยู่ตอนนั้น
นั่นคือแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวในชีวิตอันดำมืดไม่กี่ปีของเธอในชาตินั้น นอกเหนือไปจากคุณปู่ลู่
คิดถึงเรื่องในชาติก่อน น้ำตาคลอเบ้าโดยไม่รู้ตัว
ไม่อยากให้ใครเห็น เธอรีบก้มหน้าลง แต่น้ำตากลับเริ่มเอ่อล้นอย่างควบคุมไม่ได้
ลู่เหยี่ยยืนอยู่ข้าง ๆ สัมผัสได้ถึงสายตาแวบหนึ่ง เขาเงยหน้ามอง เห็นเพียงกระหม่อมที่ค่อนข้างยุ่งเหยิงของซูเยว่
ละสายตากลับมา มองไปที่ลู่หวยจือ น้ำเสียงทุ้มต่ำ "เกิดเรื่องอะไรขึ้น?"
วันนี้เขามาหาเพื่อนร่วมรบเก่า แต่ไม่คิดว่าจะมาเจอภาพนี้เข้า
ตอนหลินหว่านแต่งเข้าตระกูลลู่ ลู่เหยี่ยไปอยู่มณฑลเฮยหลงเจียงแล้ว ลู่หวยจือกับพวกแทบไม่เคยพูดถึงลู่เหยี่ยเลย เพราะฉะนั้นเธอจึงไม่ค่อยรู้จักอาเสี่ยวคนนี้
ลูกตากลอกไปมา เริ่มเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่แบบเติมไข่ใส่สี
แต่กลับตั้งใจมองข้ามเรื่องที่ซูเยว่แย่งจี้หยกไป
ยังไงซะเธอก็แจ้งแก่ใจดีว่า เรื่องนั้นถ้าพูดออกมาแล้วตัวเองก็ไม่มีเหตุผลรองรับ
ลู่หวยจือกลัวลู่เหยี่ยจะตำหนิ ก็รีบเอ่ยปากเสริมตาม
สองคนพูดกันอย่างออกรส โดยไม่ได้สังเกตว่าแววตาของลู่เหยี่ยยิ่งเย็นชาลงเรื่อย ๆ
ลู่เหยี่ยไม่ได้ขัดจังหวะพวกเขา แค่รอให้ทั้งสองพูดจบแล้ว จึงเบนศีรษะไปพูดกับชายวัยกลางคนที่อยู่ข้าง ๆ "เด็ก ๆ ที่บ้านทะเลาะกันนิดหน่อย ไม่รบกวนทรัพยากรของทางการแล้วครับ"
ชายวัยกลางคนก็ดูออกว่ามีอะไรบางอย่าง แต่ก็ไม่ได้พูดมาก ได้แต่ส่ายหน้าอย่างจนใจ ยิ้มเอ่ยว่า "ท่านนี่นะ!"
ลู่หวยจือไม่ยอม ยังจะพูดอะไรอีก ลู่เหยี่ยกวาดสายตาเตือนแวบเดียว ความหวาดกลัวและความกลัวเกรงในอดีตก็พลันเอ่อท้นขึ้นในใจ ลำคอเหมือนถูกอะไรอุดตัน เปล่งเสียงอะไรออกมาไม่ได้แม้แต่คำเดียว
ช่วยไม่ได้ ในบ้านนี้เขากลัวที่สุดก็คือลู่เหยี่ย
ลู่เหยี่ยคนนี้ไม่เคยตามใจเขาเลย แม้สองคนจะห่างกันแค่สี่ปี แต่เขาถูกอาทุบตีมาไม่น้อยตั้งแต่เด็ก
ต่อให้ใครห้ามก็ไม่มีประโยชน์
สภาพการณ์แบบนี้จนกระทั่งลู่เหยี่ยไปเป็นทหารถึงค่อยดีขึ้น
แต่พอนายคนนี้เป็นทหารแล้ว ท่วงท่าอำนาจยิ่งทวีคูณ เขาเห็นอีกฝ่ายทีไรก็ใจฝ่อขาอ่อนทุกที
ลู่เหยี่ยไม่ยินดีใส่ใจอารมณ์ของเขา พูดกับชายวัยกลางคนอีกสองสามประโยค ก็เดินตรงออกไปข้างนอกเลย
ระหว่างเดินผ่านลู่หวยจือ เขาเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเย็นชา "ตามมา"
ลู่หวยจือใจสั่นระรัว รีบงก ๆ เดินตามไป
หลินหว่านเดินอยู่ข้างเขา ตอนนี้มันอยู่ในที่สาธารณะ ทั้งสองยังต้องรักษาระยะห่างอยู่
ซูเยว่เพราะความทรงจำเมื่อครู่ ตอนนี้จิตใจค่อนข้างหนักอึ้ง ได้แต่เดินเงียบ ๆ อยู่ท้ายสุด
เพิ่งเดินออกจากสถานีตำรวจไม่ถึง 100 เมตร จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวน
เธอเงยหน้า ก็เห็นลู่หวยจือกุมท้องล้มลงกับพื้น
ส่วนลู่เหยี่ยยืนอยู่ตรงหน้าเขาในท่วงท่าสูงสง่า "รู้ไหมว่าทำไมถึงซ้อมแก?"
เขาก็ไม่ได้ให้ลู่หวยจือเดา แต่เอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า "ไอ้เนรคุณ หนังสือที่อ่านเข้าไปเข้าหัวสุนัขหมดแล้ว ถ้าให้ข้าได้ยินแกพูดจาแบบนั้นอีกครั้ง ก็ไม่ใช่แค่ถีบทีเดียวแบบนี้แล้ว"
เขาไม่ได้ระบุชัดว่าคืออะไร แต่คนในเหตุการณ์ทุกคนรู้แก่ใจดีว่า เขาหมายถึงคำข่มขู่ที่ลู่หวยจือคุกคามซูเยว่เมื่อครู่หน้าสถานีตำรวจ
จิตใจของซูเยว่ทั้งซับซ้อนทั้งขมขื่นฝาด น้ำตาที่เพิ่งหยุดไปก็ไหลอาบขึ้นมาอีกอย่างที่ไม่อาจห้ามได้
เขาเป็นคนที่ประเสริฐที่แท้จริง ๆ
ลู่เหยี่ยวันนี้ขับรถมา หลังจากสั่งสอนเสร็จ เขาก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ให้ทุกคนขึ้นรถ แล้วยังมาส่งพวกเขาถึงโรงพยาบาลอีก
หลินหว่านถูกท่าทางของลู่เหยี่ยเมื่อครู่นี้ทำเอาขวัญหนีดีฝ่อ พอจอดรถปุ๊บก็รีบประคองลู่หวยจือลงรถแล้วมุ่งหน้าเข้าโรงพยาบาลเลย แม้แต่แผ่นหลังยังแฝงความนัยของอาการลนลานเผ่นหนี
พอพวกเธอจากไป ลู่เหยี่ยเบนสายตามองซูเยว่ เมื่อครู่เขาก็สังเกตเห็นผมด้านหลังของเธอที่แห้งกรังเหนียวเป็นกาบเพราะคราบเลือด
เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ "ลงรถ"
ซูเยว่พยักหน้า ผลักประตูรถลงมาแล้ว ก็เห็นลู่เหยี่ยลงจากรถด้วย เดินตรงเข้าไปในโรงพยาบาลเลย
ซูเยว่ยกเท้าก้าวตามหลังเขา สายตาตรึงอยู่ที่แผ่นหลังของเขา
เขาถอดแบบบิดามา รูปร่างสูงใหญ่ สูงร่วม 190 ซม. ไหล่กว้างกำยำ แผ่นหลังแค่มองก็ทำให้สบายใจชวนอุ่นใจ
ไม่เหมือนลู่เฟิงพ่อของลู่หวยจือ ที่สูงแค่ 170 ซม. กว่า ๆ เท่านั้น
ลู่เหยี่ยพาซูเยว่ไปหาหมอ
หมอทำแผลให้ซูเยว่ด้านหลังศีรษะอย่างประณีต แถมยังจ่ายยาฆ่าเชื้อกับผ้าก๊อซให้อีก
ตลอดเวลาลู่เหยี่ยวอยู่เคียงข้างเงียบ ๆ ไม่พูดไม่จา
แค่ตอนหมอฆ่าเชื้อแผลให้เธอ เธอเจ็บจนหน้าซีด เขาก้าวมายืนข้างเธอโดยไม่ทันรู้ตัวแล้วพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "หมอครับ รบกวนทำเบาหน่อย"
หมอไม่รู้เรื่องที่ซูเยว่สู้สองเมื่อครู่ ได้ยินคำพูดนี้ก็อดพูดแขวะสองสามคำไม่ได้
"พ่อหนุ่ม เบามากแล้วนะ ภรรยาคุณยังไม่บ่นอะไรเลย คุณน่ะออกโรงสงสารก่อนแล้ว"
ลู่เหยี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย "เธอไม่ใช่ภรรยาผม"