ที่ซูจิ่นยวี่จะกลับบ้าน เป็นเพียงความคิดของหลี่เหมย์ฝ่ายเดียว อู๋เอ้อโกวรู้จักซูเจิ้งคุนดี เขาคงไม่ยอมให้ลูกสาวกลับไปข้องเกี่ยวกับหลี่เหมย์อีก
ซูเจิ้งคุนยังไม่ฟื้น บรรยากาศในห้องผู้ป่วยจึงกระอักกระอ่วนนิดหน่อย เพราะในห้องไม่ได้มีผู้ป่วยแค่คนเดียว หลี่เหมย์จึงไม่สะดวกจะด่าอู๋เอ้อโกวต่อ
“จิ่นเหยียน เธอยังฝึกงานอยู่ที่บริษัทยวนหลงไหม”
อู๋เอ้อโกวนึกถึงเรื่องที่บริษัทค้าต่างประเทศขาดนักบัญชีพอดี จึงฉวยโอกาสถามความเห็นของซูจิ่นเหยียน
“เรื่องของฉันไม่ต้องให้นายมายุ่ง”
ซูจิ่นเหยียนไม่มีท่าทีดี ๆ กับอู๋เอ้อโกวเลย
อู๋เอ้อโกวไม่ได้ถือสาน้องภรรยาคนนี้ เขายิ้มเจื่อน ๆ พลางกล่าวว่า “ตอนนี้บริษัทเราขาดนักบัญชีอยู่คนหนึ่ง จิ่นยวี่แนะนำเธอให้พี่เหล่าแล้ว ลองไปดูไหม”
จิ่นยวี่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ พยักหน้ารัว ๆ อยากให้น้องสาวไปทำงานที่บริษัทค้าต่างประเทศ บริษัทมีออร์เดอร์มูลค่าหลายพันล้าน สวัสดิการย่อมไม่แย่แน่
ซูจิ่นเหยียนหัวเราะเยาะ “เชอะ นายจะให้ฉันไปทำงานที่โรงงานเย็บผ้าที่แทบจะไปไม่รอดนั่นเหรอ ตลกสิ้นดี ฉันก็จบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำเหมือนกัน นายกำลังดูถูกสติปัญญาฉันอยู่หรือไง”
อู๋เอ้อโกวกำลังจะอธิบาย ก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังมาจากหน้าประตู “นั่นสิ ไปเป็นนักบัญชีในโรงงานเล็ก ๆ ของเอกชนแบบนั้น ไม่เท่ากับดูถูกคนหรือไง”
คนพูดเป็นชายหนุ่มวัยยี่สิบต้น ๆ ในมือถือช่อดอกไม้ รูปร่างค่อนข้างผอมหน้าตาหล่อเหลา สวมเสื้อผ้าแบรนด์เนมทั้งตัว มองแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นลูกเศรษฐี
ดูเหมือนซูจิ่นเหยียนจะไม่ค่อยชอบเขานัก “หลิงเจี้ยน นายมาทำอะไร”
“ผมไปหาคุณที่บริษัทยวนหลง เสี่ยวฮุ้ยบอกว่าคุณลุงป่วย ผมเลยแวะมาเยี่ยมครับ สวัสดีครับคุณน้า ผมเป็นเพื่อนร่วมชั้นของจิ่นเหยียน ชื่อหลิงเจี้ยนครับ”
