“ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้” เสิ่นเหยาถอยหลังไปก้าวหนึ่ง พยายามดึงเฉินโม่ให้ลุกจากพื้น
เฉินโม่ยังคุกเข่าอยู่กับที่ เงยหน้ามองเสิ่นเหยาอย่างน่าสงสาร “เหยาเหยา อย่าทิ้งกระต่ายน้อยไปได้ไหม?”
เขาแทบจะร้องไห้อยู่แล้ว ทั้งหมดเป็นเพราะผู้หญิงคนนั้นพูดจาเหลวไหล เฉินโม่รู้ว่าฉู่หมิงเยี่ยนจี้ตรงจุดที่เสิ่นเหยาใส่ใจที่สุด คนอื่นจะคิดหรือเปล่าว่าเสิ่นเหยารู้อยู่แล้วแต่ยังจงใจทำ?
เมื่อเห็นว่าเฉินโม่ไม่ยอมลุก เสิ่นเหยาก็ยืนนิ่งอยู่สองสามวินาที ก่อนหมุนตัวเดินเข้าห้องนอนไปทันที
เฉินโม่สะอื้นเบา ๆ แล้วลุกขึ้นตามไป ทว่าเกือบชนประตูห้องนอนเข้าอย่างจัง เสียงอู้อี้ของเสิ่นเหยาดังมาจากในห้อง “เฉินโม่ ขอฉันคิดให้ดี ๆ ก่อน”
เฉินโม่พิงประตู ตอบรับเสียงหนัก “ได้”
จู่ ๆ เขาก็นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงเดินไปที่ห้องครัว หยิบชามสองใบออกมา ตักข้าวกับแกงให้เสิ่นเหยา แล้วเคาะประตูห้องนอน “เหยาเหยา ถึงจะโกรธก็ต้องกินข้าวนะ เปิดประตูให้หน่อย ฉันจะส่งเข้าไปให้ โอเคไหม?”
ไม่นานเสิ่นเหยาก็เปิดประตู เธอก้มหน้า ไม่มองเฉินโม่แม้แต่แวบเดียว รับชามกับตะเกียบไปแล้วก็ปิดประตูลงอีกครั้ง
ที่จริงเฉินโม่ไม่รู้เลยว่าเสิ่นเหยาก็เสียใจไม่น้อยเหมือนกัน แต่เธอกำลังข่มใจไม่ให้อ่อนลง เธอต้องเป็นฝ่ายได้เปรียบในความสัมพันธ์กับเฉินโม่ให้มากที่สุด ถึงจะมั่นใจได้ว่าในวันข้างหน้าจะไม่ต้องทนทุกข์ใจ
เฉินโม่นั่งอยู่ลำพังที่โต๊ะอาหารอย่างโดดเดี่ยว ไม่มีแก่ใจจะกินอะไรเลย เวลาค่อย ๆ ผ่านไป แสงแดดในห้องค่อย ๆ เลือนหาย จนบรรยากาศมืดสลัวลง
เฉินโม่ลุกขึ้น เก็บอาหารที่เย็นชืดไปทิ้งทั้งหมด จากนั้นค่อย ๆ ล้างชามกับตะเกียบ ทำความสะอาดห้องครัว ถูพื้น ทำตัวให้ยุ่งวุ่นวายเหมือนลูกข่างที่ไม่หยุดหมุน
