ในห้องส่วนตัวมีเพียงเสิ่นเหยากับเฉินโม่สองคน เวลาเสิร์ฟอาหารถูกเลื่อนแล้วเลื่อนอีก แต่การบริการก็เอาใจใส่ดีมาก ไม่มีใครมาเคาะประตูรบกวนพวกเขาเลย
เสิ่นเหยาหน้าแดง นั่งอยู่บนตักเฉินโม่ ไอร้อนทั่วกายยังไม่จางหาย เธอยังไม่ยอมแพ้ ยื่นมือผลักเฉินโม่ต่อไป ขาทั้งสองข้างอ่อนปวกเปียกราวกับเส้นก๋วยเตี๋ยว สั่นระริกด้วยความโมโหจนแม้แต่มือก็ยังสั่น
“เฉินโม่!” เสิ่นเหยาโมโหจนเรียกชื่อเขา แต่เฉินโม่ยังกอดเธอไว้แน่น ไม่ยอมปล่อย แถมยังไม่พูดอะไรสักคำ เธอจึงตบแขนเขาเบา ๆ อย่างหมดแรง “ฉันหิวแล้ว”
เฉินโม่ลังเลอยู่หลายวินาที ก่อนจะยอมปล่อยเสิ่นเหยาในที่สุด
ทันทีที่เสิ่นเหยาลงจากตัก ขาก็อ่อนยวบจนเกือบทรุดลงกับพื้น เฉินโม่รีบยื่นมือมาประคอง พอเธอยืนมั่นคงแล้วก็ปัดมือเขาออกทันที ก่อนจะเก็บเสื้อผ้าบนพื้นแล้วยื่นให้เขา
“รีบใส่ซะ แล้วเรียกพนักงานมาเสิร์ฟอาหาร” เสิ่นเหยากัดริมฝีปาก พลางเบือนหน้าหนี สภาพเขาตอนนี้ช่างดูไม่ได้เอาเสียเลย ทั้งน่าอับอายและผิดศีลธรรม
เฉินโม่รับเสื้อผ้ามาสวมเงียบ ๆ ปกปิดร่องรอยบนตัวมิดชิด จากนั้นก็เรียกพนักงานมาเสิร์ฟอาหาร ในที่สุดทั้งคู่ก็ได้นั่งกินมื้อนี้เสียที
เสิ่นเหยาเคี้ยวอาหารไปพลางทำท่าครุ่นคิดไปพลาง เฉินโม่ไม่รบกวนเธอ คอยแกะกุ้งและคีบกับข้าวให้เป็นครั้งคราว หาเรื่องให้เธอสังเกตเห็นเขาบ้าง
พอกินใกล้เสร็จ เฉินโม่เห็นว่าเป็นจังหวะเหมาะ จึงเงยหน้ามองเสิ่นเหยาอย่างระมัดระวัง ก่อนเอ่ยถามว่า “เหยาเหยา คืนนี้... ยังจะไปบ้านผมไหมครับ? ผมซื้อหูกระต่ายมาแล้ว...”
ครั้งก่อนเฉินโม่บอกเสิ่นเหยาว่าเขาเกิดปีเถาะ เธอก็ยืนกรานว่าจะซื้อของพวกนั้นให้ แต่เฉินโม่ขี้อายเกินไป เสิ่นเหยาจึงไม่ได้คะยั้นคะยอเขาต่อ
แก้มของเฉินโม่แดงก่ำ แต่ก็ยังฝืนสบตาเธอ แววตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง
