หยิงฉือทอดสายตาไปยังรากไม้เก่าที่จมอยู่ใต้น้ำครึ่งหนึ่ง ลำต้นใหญ่เอียงลาดลงไปในน้ำ โคนแผ่รากฝอยพันกันเป็นผืนกว้าง ในเขตน้ำลึกอันมืดสลัว มันดูคล้ายกรงเล็บของสัตว์ยักษ์ที่กำลังหลับใหล
เธอสัมผัสได้ว่าตรงกลาง “กรงเล็บ” นั้นมีคลื่นพลังงานเข้มข้นกว่าบริเวณรอบข้างมาก และกำลังแผ่กระจายออกมาอย่างต่อเนื่อง
หยิงฉือกำหนดทิศทางแล้วว่ายเข้าไปหารากไม้เก่า
ปลาหลังครีบน้ำเงินที่ว่ายย้อนกลับมาจากกองหินพอดีว่ายผ่านข้างตัวเธอ ก่อนจะหยุดกึกขึ้นมา
ปลาตัวเล็กเรียวยาวโปร่งใส แผ่นหลังเปล่งประกายสีน้ำเงินเรืองรองลอยค้างอยู่กลางน้ำ มันค่อย ๆ เลี้ยวแล้วว่ายวนรอบตัวเธอสองรอบ เดี๋ยวก็เข้าไปใกล้ข้อมือ เดี๋ยวก็ว่ายอ้อมไปเหนือศีรษะ ดวงตากลมโตดำขลับคู่นั้นดูเหม่อลอยและเต็มไปด้วยความงุนงง
ราวกับกำลังคิดว่า “เจ้าสัตว์สองขาตัวนี้ทำไมถึงมาเกิดอยู่ในน้ำได้?”
หยิงฉือหยุดอยู่กลางน้ำ เอียงคอมองมัน ปลาน้อยลอยค้างตรงหน้า ปลายหางขยับเบา ๆ เพื่อรักษาสมดุล แสงสีน้ำเงินบนแผ่นหลังสว่างวาบแล้วหรี่ลงเป็นจังหวะ
เธอกะพริบตาให้มันหนึ่งครั้ง
ปลาน้อยดูเหมือนจะเข้าใจว่านั่นเป็นสัญญาณแสดงไมตรี มันลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะขยับเข้ามาใกล้อีกนิด ใช้ปากแตะปลายนิ้วชี้ของเธอเบา ๆ
จากนั้นมันก็หันตัว สะบัดหางว่ายไปทางรากไม้เก่า หยุดอยู่ตรงเงาที่รากไม้พันเกี่ยวกัน แล้วหันกลับมามองเธอแวบหนึ่ง
ราวกับกำลังบอกว่า ตามมา
ปลาน้อยว่ายไม่เร็วนัก ราวกับจงใจรอเธออยู่ มันค่อย ๆ ดำดิ่งลงไปตามแนวรากไม้เก่าที่พันวนกัน แสงสีน้ำเงินบนแผ่นหลังสว่างวูบวาบในน้ำสีเข้ม ดูราวกับตะเกียงดวงเล็กที่ถูกห่อหุ้มด้วยสายน้ำ
ปลาน้อยหยุดอยู่ข้างปุ่มปมของรากไม้ที่ยื่นออกมา มันว่ายวนรอบรอยแยกแคบจิ๋วนั้นสองรอบ แล้วใช้ปากแตะขอบรอยแยก ราวกับกำลังบอกว่า ตรงนี้แหละ ดูสิ
