เมื่อเห็นว่าเวลาพักใกล้หมดแล้ว สวีจือเวย์ก็กวาดตามองรอบกลุ่มอย่างเงียบ ๆ พอตรวจนับจำนวนคนเสร็จ ท่าทางของเธอก็ชะงักไปอย่างเห็นได้ชัด
สวีจือเวย์รู้สึกหนังศีรษะตึงขึ้นมา กล้ามเนื้อตรงท้ายทอยพลอยเกร็งตามไปด้วย
เด็กสี่คนที่เป็น “คนสนิท” หรือจะพูดให้ชัดก็คือ “เภทภัยในใจ” ของห้อง หายตัวไปพร้อมกันหมด
เธอสูดหายใจเข้าลึก ๆ ปลายนิ้วแตะขอบเครื่องสมองแสง เตรียมจะส่งข้อความหาทั้งสี่คน แต่หางตากลับเหลือบเห็นพุ่มไม้ด้านหลังของกลุ่มสั่นไหวพอดี แล้วก็เห็นหยิงฉือกำลังมุดออกมาจากหลังใบเฟิร์นกอใหญ่ โดยมีเซเลิ่นเท่ โหยวเสียน และฟู่ชูเจวียนตามมาติด ๆ
ทั้งสี่คนทยอยโผล่ออกมาทีละคน ราวกับตัวตุ่นสี่ตัวที่แอบชะโงกหน้าออกมาจากปากโพรง พยายามทำตัวให้เป็นธรรมชาติราวกับว่า “เมื่อกี้พวกเราแค่เดินเล่นอยู่แถวนี้เท่านั้นเอง”
สวีจือเวย์จ้องทั้งสี่คนไม่กะพริบตา
หยิงฉือแหงนมองฟ้า เซเลิ่นเท่ก้มมองพื้น ใช้ปลายเท้าเขี่ยใบไม้แห้ง โหยวเสียนกับฟู่ชูเจวียนคนหนึ่งมองซ้าย อีกคนมองขวา ใบหน้าของทั้งสี่เขียนคำว่ารู้สึกผิดไว้ชัดเจน
เมื่อเห็นว่าอาจารย์ซุนยังอยู่ สวีจือเวย์จึงไม่ได้พูดอะไร เพียงพยักหน้าให้ทั้งสี่คน ความหมายน่าจะประมาณว่า กลับไปแล้วค่อยจัดการพวกเธอ
หยิงฉือถอนสายตาจากท้องฟ้า ยกมือขึ้นถูปลายจมูกเบา ๆ โดยไม่พูดอะไร ก่อนเดินเงียบ ๆ ไปนั่งบนก้อนหินริมลำธาร
“จบเห่แล้ว ท่านพี่ฉือ นี่ท่านมีระบบจับได้เวลาทำเรื่องไม่ดีติดตัวอยู่หรือไง” เซเลิ่นเท่พึมพำเสียงเบา พลางหันกลับไปมองแผ่นหลังของสวีจือเวย์
“ครั้งก่อนท่านหลอมยาในหอพัก แล้วดันลืมปิดเครื่องอบผ้า เลยโดนอาจารย์ผู้ดูแลหอพักจับได้คาหนังคาเขา ครั้งก่อนหน้านั้นตอนวิชาฝึกร่างกายวิ่งระยะไกลก็แอบอู้ โดนอาจารย์สวีที่เดินผ่านมาพอดีเห็นเข้า แล้วก่อนหน้านั้นอีก เรื่องจำนวนก้าว...”
