โหยวเสียนชะงักไปครู่หนึ่ง ดูเหมือนไม่คิดว่าหยิงฉือจะเป็นฝ่ายเอ่ยปากช่วยเอง สายตาหยุดอยู่บนใบหน้าที่ผอมบางเกินไปและยังมีรอยกดจากการนอนของหยิงฉือชั่วอึดใจ ก่อนจะยิ้มตาหยี “ไม่ต้องหรอก ไม่ต้อง เธอไปนอนต่อเถอะ ฉันจัดอีกเดี๋ยวก็เสร็จแล้ว”
พูดพลาง มือที่ถือผ้าของเธอก็เช็ดโต๊ะอย่างคล่องแคล่ว ท่วงท่าชำนาญจนดูไม่เหมือนเด็กอายุแปดขวบ
หยิงฉือไม่ได้เกรงใจ เธอพิงกรอบประตูอยู่ที่เดิม สายตาตามโหยวเสียนไปสองรอบ แล้วก็พบว่าเพื่อนร่วมห้องคนนี้มีวิธีทำงานเป็นขั้นเป็นตอนของตัวเอง พอเช็ดเสร็จหน้าโต๊ะก็เงาวับสะท้อนแสง จากนั้นเธอก็พับผ้าเช็ดโต๊ะเก็บ วางพาดไว้ข้างอ่างล้างหน้าอย่างคล่องมือ
“เธอทำงานคล่องดีนะ” หยิงฉือชมจากใจจริง
โหยวเสียนไม่หันกลับมา น้ำเสียงสดใส “ชินแล้ว ที่บ้านฉันไม่ให้หุ่นยนต์ทำงานบ้านเข้าห้องนอน ตั้งแต่เด็กก็เก็บกวาดกันเอง”
หยิงฉือเงียบไปชั่วขณะ เธอไม่เคยเห็นหุ่นยนต์ทำงานบ้านที่ยังใช้งานได้ด้วยซ้ำ ส่วนตัวที่พังแล้วเคยเห็นในกองขยะอยู่หลายครั้ง
ไม่คิดเลยว่าถึงยุคดวงดาวแล้ว ของแบบนี้ก็ยังเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย หุ่นยนต์ทำงานบ้านรุ่นพื้นฐานราคาก็เริ่มต้นที่ห้าหลักแล้ว สำหรับโหยวเสียนคือที่บ้าน “ไม่ให้ใช้” ส่วนเธอนั้น “ไม่มีปัญญาซื้อ”
ช่วงหนึ่งหยิงฉือเคยเก็บหุ่นยนต์ทำงานบ้านที่สภาพค่อนข้างสมบูรณ์ได้ตัวหนึ่ง ลากไปที่สถานีรีไซเคิล ตั้งใจซ่อมให้ใช้ได้จะได้ช่วยแบ่งเบาภาระตัวเอง แต่ซ่อมไปซ่อมมาทั้งข้างในข้างนอกอยู่เดือนหนึ่งก็ยังรวบรวมอะไหล่ที่ต้องใช้ได้ไม่ครบ
หุ่นยนต์ทำงานบ้านมีโครงสร้างซับซ้อน ไม่ใช่จะเอาอะไหล่อื่นมาเปลี่ยนส่ง ๆ แล้วใช้ได้เสียหน่อย สุดท้ายหยิงฉือก็จำใจส่งหุ่นยนต์ทำงานบ้านตัวนั้นขึ้นสายพานของสถานีรีไซเคิล
หยิงฉือหาวยาวเหยียด สลัดความคิดเหล่านั้นออกจากหัว กำลังจะกลับห้องไปนอนต่อ แต่หางตากลับเหลือบเห็นกระเป๋าเดินทางที่เปิดอ้าอยู่ครึ่งหนึ่งตรงมุมห้องรับแขก ข้างในจัดหนังสือไว้เรียงอย่างเป็นระเบียบหลายเล่ม สันหนังสือเป็นปกแข็งแบบเข้าเล่มหรู มุมปกยังหุ้มด้วยโลหะกันกระแทก ข้างกันมีตลับโลหะขนาดเท่าฝ่ามือวางอยู่ บนผิวมีรอยขีดข่วนบาง ๆ เส้นหนึ่ง แต่ดูแลรักษาไว้อย่างดีจนมุมตลับเป็นเงาวาว
