หลังการแข่งขันวันแรกจบลง ก็ถึงเวลาเลิกเรียน เฉินเป่ยเสวียนกับซุนโรวจึงกลับบ้านด้วยกันตามเคย
ยามเย็นปลายเดือนกันยายนเริ่มมีไอเย็นอยู่บ้าง ต้นอู๋ถงริมทางเริ่มผลัดใบ บางครั้งก็มีใบไม้ใบหนึ่งหมุนคว้างมาตกบนกระเป๋านักเรียนของทั้งคู่
ฝีเท้าของซุนโรวเบากว่าปกติไม่น้อย ผมหางม้าด้านหลังแกว่งไปมา เจ้าตัวยังคงจมอยู่กับความตื่นเต้นจากการแข่งขันวิ่ง 400 เมตรในช่วงบ่าย
“รู้ไหม ตอนวิ่งฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น” เธอพูดพลางเดินไปด้วย “ตอนออกตัวขาฉันอ่อนปวกเปียก ใจเต้นระส่ำจนแทบหายใจไม่ออก แต่พอเสียงปืนดังขึ้นแล้ววิ่งไปได้สักสิบกว่าเมตร จู่ ๆ ก็รู้สึกว่ามีแรงเหลือเฟือ ขาก็ไม่อ่อน หายใจก็ไม่หอบ ร่างกายเบาสบายไปหมด เหมือนมีคนผลักให้วิ่งอยู่ข้างหลังเลย”
เธอเอียงคิ้วนึกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเสริมว่า “จริงนะ เมื่อก่อนตอนเรียนพละวิ่ง 400 เมตร ฉันไม่เคยเป็นแบบนี้เลย วิ่งเสร็จทีไรก็เหนื่อยแทบตาย แต่วันนี้กลับไม่เหนื่อยสักนิด แปลกไหมล่ะ?”
เฉินเป่ยเสวียนเดินอยู่ข้างเธอ มือแกว่งสายกระเป๋านักเรียนไปมา ฟังเธอเล่าอย่างออกรส มุมปากก็ยกขึ้นเล็กน้อย “จะแปลกตรงไหน ฉันยืนรอเธออยู่ที่เส้นชัย เธอก็ต้องมีแรงเต็มตัวอยู่แล้ว นี่แหละที่เรียกว่า พลังแห่งความรัก”
ซุนโรวชะงักฝีเท้า สีหน้าจากจริงจังเปลี่ยนเป็นขุ่นเคือง เธอยกมือตีแขนเขาเบา ๆ แรงขนาดที่ยุงยังไม่ตาย ก่อนพึมพำว่า “พูดจาเหลวไหลอีกแล้ว”
แต่พอตีเสร็จ เธอเองก็อดยิ้มไม่ได้ เพราะในใจก็รู้ว่าเหตุผลของเขาฟังไม่ขึ้น แต่ก็ไม่มีคำอธิบายอื่นเหมือนกัน
ทั้งคู่เดินคุยหัวเราะกันผ่านตรอกเล็ก ๆ ในชุมชนเก่าใจกลางเมือง ก่อนแยกกันที่ใต้ตึกในหมู่บ้านซีชุน
ตอนซุนโรวขึ้นตึก ฝีเท้าของเธอยังคงเบาสบาย ผมหางม้าแกว่งสองครั้งตรงปากทางเดิน แล้วร่างก็หายลับไปตรงหัวมุม
เฉินเป่ยเสวียนยืนรออยู่ข้างล่างตามเคยไม่กี่วินาที พอเห็นไฟห้องชั้นสี่ของเธอสว่างขึ้น และเงาร่างเลือนรางขยับอยู่หลังม่าน เขาจึงหันหลังเดินไปทางหมู่บ้านตงชุน
ผลักประตูบ้านเข้าไป กลิ่นหอมเข้มข้นของเนื้อตุ๋นซอสก็ลอยปะทะจมูก
