“หวังหนิง ตอนนี้ไม่มีใครช่วยนายได้แล้ว
พูดมา ใครสั่งให้นายใส่ร้ายฉัน? แล้วทำไมนายถึงขโมยโบราณวัตถุล็อตนั้นของอวี่เยี่ยน?
ฉันแนะนำให้นายรู้จักเจียมตัวไว้ ไม่อย่างนั้นฉันจะหักกระดูกนายทีละท่อน!”
เย่เทียนมองหวังหนิงด้วยแววตาเย็นชา
“ฮ่า ๆ ๆ เย่เทียน ไอ้กระจอกถังแตก ไร้อำนาจ ไร้เส้นสายอย่างนาย กล้าทำร้ายฉันด้วยเหรอ?
คิดว่าแฉฉันแล้วนายจะชนะหรือไง? อย่าไร้เดียงสาไปหน่อยเลย
ฉันจะบอกให้ นายจบเห่แล้ว คนที่อยู่เบื้องหลังฉันต้องสับนายเป็นหมื่นชิ้นแน่!”
ตอนนี้หวังหนิงคับแค้นใจสุดขีด เขาไม่นึกเลยว่าตัวเองจะพ่ายแพ้ให้ไอ้กระจอกคนหนึ่ง
เมื่อก่อนเย่เทียนเป็นแค่พนักงานบริการชนชั้นล่างสุดของสังคมไม่ใช่หรือ? แล้วจู่ ๆ ไปมีฝีมือขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?
เขาพาลูกน้องฝีมือดีมาถึงหกคน แต่กลับถูกเย่เทียนจัดการจนหมดสภาพในพริบตา
ทำไมจู่ ๆ เย่เทียนถึงเก่งขึ้นจนน่ากลัวขนาดนี้?
“เอาเจ้านายแกมาขู่ฉันเหรอ? โอ๊ย กลัวจังเลย
หวังหนิง นายแย่งผู้หญิงของฉันไปก็ช่างเถอะ ผู้หญิงชั้นต่ำแบบนั้น ทิ้งไปก็คือทิ้ง
แต่ตอนนั้นนายกับหลิวหรูเยียนเอาบัตรประชาชนของฉันไปกู้เงินนอกระบบ แล้วคิดจะฆ่าฉันชิงทรัพย์
ทำลายชื่อเสียงฉัน แถมยังคิดจะทำให้ฉันไม่มีที่ยืนในเจียงเฉิงอีก
ความแค้นใหญ่หลวงขนาดนี้ ฉันไม่มีทางปล่อยนายไปง่าย ๆ หรอก”
เย่เทียนค่อย ๆ เดินเข้าไปหาหวังหนิง ก่อนเหยียบลงบนกระดูกมือของเขา
“นี่จะทำให้นายจำไว้ว่า ของที่ไม่ใช่ของตัวเอง อย่าสอดมือไปหยิบมั่ว ๆ!”
“อ๊าก...” เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัสดังก้องขึ้นทันที
เย่เทียนยกเท้าขึ้นแล้วกระทืบฝ่ามืออีกข้างของหวังหนิงจนแหลก “นี่จะบอกนายว่า ทำร้ายคนอื่น สุดท้ายก็ทำร้ายตัวเอง!”
