“ยังจะพนันอีกเหรอ? เมื่อกี้นายทำให้เจ้านายของนายเสียเงินไปตั้ง 100 ล้านแล้ว
พนันต่อ นายจะเอาอะไรมาเดิมพันกับฉัน?” เย่เทียนยิ้มถามกลับ
“คราวนี้ฉันจะเอาทรัพย์สินทั้งหมดของตัวเองมาเดิมพันกับนาย ฉันมีที่ดินอยู่ในเมียนมา มีทั้งรถหรูและบ้านหลังใหญ่ มูลค่ารวมกันเกิน 100 ล้านแน่นอน
หลังผ่าหินแล้ว ถ้าหินดิบของนายมีมูลค่าน้อยกว่าของฉัน นายแพ้
แต่ถ้าหินดิบก้อนนี้เป็นอย่างที่นายพูดจริง ๆ ฉันแพ้
ถ้าฉันแพ้ ทรัพย์สินทั้งหมดของฉันในเมียนมาจะเป็นของนาย
แต่ถ้านายแพ้ นอกจากต้องออกไปจากตลาดโบราณวัตถุแล้ว ยังต้องชดใช้เงินให้ฉัน 100 ล้าน
แล้วยังต้องคืนเงิน 100 ล้านที่ได้ไปเมื่อกี้ด้วย กล้าพนันไหม?”
“ได้ ฉันรับพนัน! ลงชื่อประทับตรา ทำสัญญาเป็นหลักฐาน!”
เตือนแล้วก็ยังไม่ฟัง แถมยังรีบเอาเงินมาให้ เย่เทียนจะปฏิเสธได้ยังไง
เย่เทียนหันไปมองประธานคณะกรรมการตัดสิน สือหลินเฟิง ประธานสมาคมหยกแห่งเจียงเฉิง
“งั้นเชิญท่านประธานกับทุกคนที่อยู่ที่นี่เป็นพยาน แล้วผ่าหินดูกันตรงนี้เลยดีไหม?”
สือหลินเฟิงยังไม่ตอบในทันที ดวงตาที่เคยเห็นของล้ำค่ามานับไม่ถ้วนจับจ้องใบหน้าของเย่เทียนอย่างพินิจพิเคราะห์ ทว่าในใจกลับแอบขำ
“ไอ้หนุ่มนี่รู้จักอ้างชื่อคนมีอำนาจมาข่มคนจริง ๆ คงกลัวว่าถ้าหม่าซานกับมู่หรงฉี่หมิงที่อยู่เบื้องหลังแพ้แล้วจะไม่ยอมรับสินะ?
กล้าเอาฉันมาใช้เป็นโล่ด้วย”
บุคคลสำคัญอีกหลายคนที่แต่งตัวภูมิฐานและมีหน้ามีตาในวงการหยกแห่งเจียงเฉิง ต่างสบตากัน
พวกเขาผ่านเรื่องในวงการค้ามามากมาย ไม่เคยรังเกียจเรื่องวุ่นวาย และยิ่งอยากเห็นกับตาว่าชายหนุ่มคนนี้มีฝีมือจริง หรือแค่แสร้งทำเป็นลึกลับ
ผลการพิสูจน์ครั้งนี้จะเป็นตัวกำหนดว่าต่อจากนี้พวกเขาควรวางท่าทีต่อเย่เทียนอย่างไร
อีกด้านหนึ่ง มู่หรงเสวี่ยยกแก้วน้ำขึ้นด้วยนิ้วเรียวยาว แล้วจิบช้า ๆ
ริมฝีปากแดงเย้ายวนของเธอยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจาง ๆ แทบสังเกตไม่เห็น
