พอมองเด็กในอ้อมแขนของเธอให้ชัด ๆ ที่จริงควรเรียกว่าทารกอายุยังไม่ถึงครึ่งขวบ
เด็กถูกห่อด้วยผ้าขี้ริ้ว เผยให้เห็นเท้าเล็ก ๆ ดำปี๋ ใบหน้าซูบเหลือง ดูก็รู้ว่าขาดสารอาหาร
แต่ดวงตากลมโตคู่นั้นกำลังมองซ่งชิวเยว่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ไม่รู้ว่าเห็นอะไรเข้า จู่ ๆ เด็กก็แย้มปากที่มีฟันน้ำนมซี่เล็ก ๆ โผล่มาหนึ่งซี่ แล้วยิ้มให้เธอ น้ำลายไหลย้อยลงมาถึงคาง
ซ่งชิวเยว่รีบเบือนหน้าหนีอย่างรังเกียจ
“นี่ลูกคุณเหรอ ทำไมปล่อยให้มอมแมมขนาดนี้ล่ะ...!”
ถามยังไม่เท่าไร แต่พอถามออกไปกลับเหมือนเหยียบจุดเจ็บของหญิงคนนั้น ดวงตาพลันเอ่อคลอไปด้วยน้ำตา
ซ่งชิวเยว่ถึงกับงง คิดในใจว่าฉันก็ยังไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย!
“แม่สามีฉันรังเกียจที่ลูกเป็นผู้หญิง ไม่ยอมให้ฉันป้อนน้ำข้าว แถมยังให้ฉันลงไปทำงานตั้งแต่เช้าจรดเย็น งานก็ทำไม่เคยเสร็จ ฉันเลยไปขอหนังสือแนะนำตัวแล้วหนีออกมาตามหาสามี”
“อ้อ! แล้วสามีคุณทำอะไรอยู่ที่เมืองหัวอันล่ะ?”
คราวนี้หญิงคนนั้นตอบไม่คล่องเหมือนก่อน พูดอึกอักอยู่นาน ในที่สุดก็ขบฟันเอ่ยเสียงเบา
“เขา...เขาเป็นครูที่ถูกส่งไปอยู่กองพลที่สี่ ตำบลเหอเจีย เมืองหัวอัน...”
พูดจบ เธอกลัวซ่งชิวเยว่จะตกใจ เข่าจึงอ่อนยวบแล้วคุกเข่าลง
“คุณหนู ฉันขอร้อง ช่วยฉันหน่อยเถอะ ชาตินี้ฉันตอบแทนคุณไม่ได้ ชาติหน้าจะยอมเป็นวัวเป็นม้า ให้ทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น”
หลังจากฟังเรื่องราวของเธอจบ ซ่งชิวเยว่ก็คิดตามประสบการณ์ที่มีชีวิตมาถึงสามชาติ ว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ได้โกหก
เธอไม่ได้รีบประคองหญิงคนนั้นขึ้นมา แต่กลับเงยหน้ามองคนหลายคนที่นั่งอยู่ด้านหน้า เห็นคนหนึ่งหันมามองทางเธอพอดี จึงถอนหายใจอย่างจนใจ
