การแย่งชิงอาณาเขตเป็นเรื่องง่ายดายอย่างยิ่งสำหรับบุรุษอสูร
ซิงหยวนกับมั่วเจ๋อแผ่แรงกดดันออกมาอย่างเงียบ ๆ
อสูรเผ่าละมั่งกว่าสิบคนที่อยู่ตรงข้ามพลันสัมผัสได้ถึงอันตรายอันเย็นเยียบที่คืบใกล้เข้ามา จนอดถอยหลังไปหลายก้าวไม่ได้
เหยียนเยว่ตอบสนองช้าไปหน่อย ยังฟังพวกเขาพูดกันไม่ทันจบสองประโยค ก็ได้ยินว่าจะลงมือสู้กันอีกแล้ว
เธอรีบดึงซิงหยวนไว้ “อย่าสู้กันเลย ฉันกลัว”
พอพวกเขาสู้กัน ก็ต้องแปลงร่างเป็นสัตว์ พื้นดินสั่นสะเทือน แถมยังทำลายข้าวของได้รุนแรงไม่ธรรมดา
ซิงหยวนลูบศีรษะเธอ “ไม่ต้องกลัว ข้าจะพาพวกเขาไปสู้กันไกล ๆ”
รับรองว่าจะไม่ให้สตรีน้อยได้ยินเสียงหรือได้กลิ่นคาวเลือด
ซิงหยวนโอบเอวสตรีน้อยไว้ด้วยมือข้างเดียว ก่อนเหลือบมองชิวเหยียนด้วยแววตาดูแคลน
หลังจากหยั่งเชิงกันเมื่อวาน เขาก็ไม่ได้เห็นพวกอสูรจากเผ่าเหล่านี้อยู่ในสายตาเลย
หากพวกเขาคิดทำเรื่องไม่สมควรขึ้นมา เขาก็ไม่รังเกียจที่จะสังหารให้สิ้นซาก
เหยียนเยว่ “……”
นี่มันเรื่องว่าจะไปสู้กันที่ไหนเสียที่ไหนกัน?
“ฉันไม่ชอบให้ใครสู้กัน อีกอย่าง พวกคุณก็ไม่จำเป็นต้องสู้กันให้ได้”
“ในเมื่อบังเอิญพบกัน ก็ถือว่ามีวาสนาต่อกัน ถ้าพวกเขาอยากพักผ่อน เดินไปตามทางนี้ก็ยังมีถ้ำอีกหลายแห่ง อยู่ให้ไกลจากพวกเราหน่อยก็พอแล้วไม่ใช่เหรอ?”
ถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นอสูรแปลกหน้าตั้งหลายคน เหยียนเยว่เองก็ไม่ได้อยากให้พวกเขามาอยู่ข้างบ้าน
แต่เมื่อบังเอิญได้พบกันเช่นนี้ เหยียนเยว่ก็มีความคิดอื่นอยู่ในใจ
