เสิ่นจืออี้ถามว่า “ถ้าอย่างนั้น...คุณจะฆ่าฉันไหม?”
ชางหลิวยู่หลุดหัวเราะเบา ๆ ปลายนิ้วลูบไล้ข้างแก้มเธอ “คนโง่ ผมจะฆ่าคุณได้ยังไง?”
“ถ้าคุณกังวล...” เขาประคองใบหน้าเธอให้หันมา สบตาเธอนิ่ง “คุณดูดพลังบำเพ็ญของผมไปทั้งหมดก็ได้”
“แบบนี้ ต่อให้ผมอยากฆ่าคุณ ก็ทำไม่ได้แล้ว”
เสิ่นจืออี้หลุบตาลง
เธอเอ่ยเสียงเบา “ฉันก็ไม่มีทางทำกับคุณแบบนั้นเหมือนกัน”
แววตาของชางหลิวยู่พลันพร่างพราว เขาประคองใบหน้าเธอไว้ ก่อนจะค่อย ๆ โน้มตัวลงมา
“ถ้าอย่างนั้น...รับปากผมได้ไหม?”
เสิ่นจืออี้สัมผัสได้ว่าลมหายใจของเขาใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ใบหูพลันร้อนผ่าว เธอขานรับเบา ๆ ว่า “อืม”
นิ้วมือของชางหลิวยู่ชะงัก ดวงตาค่อย ๆ มืดลึกลง
เขาใช้นิ้วหัวแม่มือลูบริมฝีปากเธอ ก่อนเอ่ยเสียงแหบพร่า “ผมฟังไม่ชัด”
“ชิงชิงพูดอีกครั้งสิ”
แก้มของเสิ่นจืออี้แดงระเรื่อเพราะถูกเขาลูบ ริมฝีปากก็แดงฉ่ำชวนให้ลิ้มลอง “ฉันบอกว่า...ฉันรับปากคุณ”
“ฉันยินดีเป็นคู่บำเพ็ญของคุณ”
จุมพิตร้อนแรงประทับลงมาในวินาทีนั้น
กลืนกินริมฝีปากและเรียวลิ้นของเธอ
ท่ามกลางการรุกเร้าที่อ่อนโยนแต่เอาแต่ใจ เขากระซิบเสียงต่ำอย่างหนักแน่นว่า “รับปากผมแล้ว ก็ห้ามเสียใจไปชั่วนิรันดร์”
“เสิ่นจืออี้ ฟ้าดินเป็นพยาน เราจะไม่มีวันทอดทิ้งกัน”
“ได้ยินไหม?”
เรียวลิ้นของเขาตวัดพันอย่างดุดัน เสิ่นจืออี้หลับตาพริ้มอย่างสั่นไหว ร่างอ่อนระทวยซบอยู่ในอ้อมแขนเขา “อื้อ...ได้ยิน...ได้ยินแล้ว...”
เขาขบเม้มริมฝีปากเธอเบา ๆ “พูดตาม”
ท่ามกลางการจูบที่รุกเร้าอย่างหนักหน่วง เสิ่นจืออี้พยายามเปล่งเสียงอย่างยากลำบาก “เราจะไม่มีวันทอดทิ้งกัน...”
“จะรักคุณ...ตลอดไป...”
การจู่โจมหยุดชะงักลงทันที
ร่างสูงใหญ่แข็งค้างไปในวินาทีนั้นเช่นกัน
ดวงตาดำขลับของชางหลิวยู่สั่นไหวอย่างรุนแรง เขาประคองใบหน้าเธอ แยกริมฝีปากออก ก่อนแตะหน้าผากเข้ากับเธอ ท้ายเสียงสั่นพร่า เอ่ยถามอย่างไม่อยากเชื่อ “คุณพูดว่าอะไรนะ?”
อกของเขากระเพื่อมขึ้นลงอย่างหนัก
แววตาแดงก่ำ ราวกับแทบไม่เชื่อว่าตนได้ยินถูกต้อง
“ชิงชิง พูดอีกครั้งนะ” น้ำเสียงแหบต่ำเต็มไปด้วยคำวิงวอน ทั้งยังแฝงความระมัดระวังอยู่หลายส่วน
