ไป๋ซินหานนึกถึงการไปขอยืมเงินจากเพื่อนร่วมชั้นเป็นอย่างแรก
เพราะปกติเธอวางตัวเป็นทายาทเศรษฐีที่ถ่อมเนื้อถ่อมตัว จึงมีเพื่อนร่วมชั้นหลายคนเชื่อคำพูดที่ว่าเธอแค่ต้องการเงินฉุกเฉินชั่วคราว แล้วยอมให้เธอยืมเงินจริง ๆ
ทางนี้หลายพัน ทางนั้นหลายร้อย
สุดท้ายกลับรวบรวมเงินมาได้ถึงหนึ่งหมื่นหยวน
เธอไม่ได้ไปขอยืมเงินจากอู่หย่งหรู
เหตุผลแรกคือศักดิ์ศรีของเธอไม่ยอมให้ทำแบบนั้น
เหตุผลที่สอง อู่หย่งหรูเป็นเพื่อนร่วมห้องของเธอ จึงเป็นคนที่สังเกตเห็นพิรุธของเธอได้ง่ายที่สุด
ยิ่งไปกว่านั้น ปกติอู่หย่งหรูเป็นคนตรงไปตรงมา มีอะไรก็พูดออกมาหมด หากเกิดมีเรื่องเงินทองมาเกี่ยวข้องกันจริง ๆ ต่อไปต้องอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน เธอคงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องคอยดูสีหน้าอีกฝ่าย
ไป๋ซินหานเคยชินกับการวางอำนาจสั่งโน่นสั่งนี่ใส่อู่หย่งหรู
เธอทนกับความต่างเช่นนี้ไม่ไหว
เธอจัดการทุกอย่างอย่างคล่องแคล่ว
เอาเงินที่ยืมมาไปลงทุนในตลาดหุ้น โดยซื้อหุ้นตัวที่โจวอวี่เชินมองว่ามีอนาคตทั้งหมด
ผลปรากฏว่าผ่านไปแค่วันเดียว ก็ทำกำไรได้สามเท่า!
สามหมื่นหยวน!
ไป๋ซินหานไม่ได้เห็นเงินมากขนาดนี้มานานแล้ว
เธอขายหุ้นทั้งหมดทิ้งไปด้วยความหุนหันพลันแล่น
พอเงินกำไรเข้าบัญชี เธอก็ตื่นเต้นจนรีบคืนเงินให้ทุกคนจนหมด
แถมยังจ่ายหนี้ค่ากระเป๋าของตัวเองจนหมดด้วย
แต่พอกลับไปดูหุ้นตัวนั้นอีกครั้ง เธอก็พบว่าราคายังคงพุ่งขึ้นอย่างบ้าคลั่ง!
ความโลภในใจไป๋ซินหานพลันลุกโชนขึ้นอีกครั้ง
เธอคิดว่า แค่เงินต้นหนึ่งหมื่นหยวน ยังทำกำไรได้มากขนาดนี้ในเวลาอันสั้น
ถ้าเพิ่มเงินต้นให้มากขึ้นล่ะ…
