ฉือเยี่ยนผิงยิ้มอย่างเป็นมิตร
“จืออี้ใช่ไหม?” เธอเดินมาหยุดตรงหน้าเสิ่นจืออี้ “เด็กดี ตามเจ๋อเอี้ยนมาแบบนี้คงลำบากน่าดูเลยสินะ”
“ปกติเขาอารมณ์ไม่ค่อยดี เธอต้องอดทนหน่อยนะ”
“แม้แต่พวกผู้ใหญ่อย่างเรายังต้องคอยดูสีหน้าเขาเลย ถ้าเธอถูกเอาเปรียบตรงไหนก็มาบอกฉันได้ ฉันจะอยู่ข้างเธอเอง”
ความหมายที่แฝงอยู่ก็คือ
ชางเจ๋อเอี้ยนไม่เคารพผู้ใหญ่
แถมยังเอาแน่เอานอนไม่ได้
พูดไปไม่กี่ประโยค สีหน้าของชางเจ๋อเอี้ยนก็มืดครึ้มราวกับหมึกจะหยด
เธอจะพูดถึงเขาอย่างไรก็ไม่เป็นไร
แต่ถ้าทำให้จืออี้ตกใจหนีไป เขาจะฆ่าเธอ!
ไอสังหารค่อย ๆ แผ่ซ่านขึ้นมาทีละชั้น
เสิ่นจืออี้บีบมือเขาเบา ๆ
ร่างของชางเจ๋อเอี้ยนพลันแข็งทื่อ เขาหันไปมอง ก็เห็นรอยยิ้มอ่อนโยนตรงมุมปากของเธอ
ราวกับไม่ว่าเขาจะเป็นอย่างไร เธอก็ยอมรับได้ทั้งนั้น
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง
ความมืดหม่นในดวงตาค่อย ๆ สลายไป
“ขอบคุณค่ะคุณป้า” หลังจากปลอบเขาแล้ว เสิ่นจืออี้ก็ยิ้มพลางพูดกับฉือเยี่ยนผิง “แต่คุณป้าไม่ต้องห่วงนะคะ เจ๋อเอี้ยนอ่อนโยนมากค่ะ”
ชางเจ๋อเอี้ยนประหลาดใจเล็กน้อย
เขาหันขวับไปมองเธอ
จืออี้บอกว่าเขา…อ่อนโยนเหรอ?
ราวกับมีใครดึงเขากลับมาจากหน้าผาที่เต็มไปด้วยหนาม ก่อนจะพาเขาตกลงไปในทุ่งสำลีอันอบอุ่น
ไออุ่นโอบหุ้มเขาไว้
นี่เป็นครั้งแรกที่ชางเจ๋อเอี้ยนได้สัมผัสว่า การได้รับการยอมรับอย่างไร้เงื่อนไขเป็นอย่างไร
เสียงหัวใจในอกพลันเต้นกระหน่ำจนยากจะควบคุม
“อ่อนโยนเหรอ?” ฉือเยี่ยนผิงเหมือนได้ยินเรื่องตลก มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะเย็นชา “ดูท่าพวกเธอคงเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นานสินะ”
