ฉิ่นเฟิงฉินรีบข้ามไปยังฝั่งตรงข้ามของถนน
“โอ๊ย! จืออี้! ทำแบบนี้ไม่ได้หรอกนะ!”
เธอคว้ามือเสิ่นจืออี้ไว้ พลางเกลี้ยกล่อม “เดี๋ยวนี้คนหนุ่มสาวคบกัน มีขัดใจกันบ้างเป็นเรื่องปกติ แม้แต่สามีภรรยาก็ยังทะเลาะกันตอนหัวค่ำ แล้วคืนดีกันก่อนนอน มีอะไรก็ค่อย ๆ พูดกันดี ๆ สิ ทำไมถึงลงไม้ลงมือกันแล้วล่ะ...”
“เสี่ยวเซี่ย เป็นอะไรหรือเปล่า?”
เธอหันไปมองเซี่ยหวยหยาง แต่กลับได้ยินเสิ่นจืออี้พูดเสียงเย็นว่า “น้าสะใภ้ เรื่องทั้งหมดนั่นเป็นแค่เรื่องโกหกค่ะ”
“ฉันกับเขาไม่เคยคบกันเลย”
พอเซี่ยหวยหยางได้ยิน สีหน้าก็ซีดเผือด
“เบบี๋...” เขารีบร้อนก้าวเข้าไป รอยแดงบนใบหน้าร้อนผ่าว
เสิ่นจืออี้กลับหลับตาลงชั่วครู่
“อย่าเรียกฉันแบบนั้น”
เธอยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ร่างบอบบางโปร่งบางราวกับกระดาษเซวียนที่อาบแสงแดด
เหมือนพร้อมจะถูกสายลมพัดหายไปได้ทุกเมื่อ
แต่คำพูดที่หลุดออกมากลับหนักอึ้งราวกับค้อนทุบลงกลางใจเซี่ยหวยหยาง
“เซี่ยหวยหยาง อย่าหลอกฉันอีกเลย”
“ตอนนี้ฉันสับสนมาก อยากอยู่คนเดียวแล้วคิดทบทวนให้ดี”
“พวกเรา...จบกันแค่นี้เถอะ”
เธอหันหลัง เซี่ยซือหลี่ก้าวเข้ามาพอดี “ฉันไปส่งคุณ”
เซี่ยหวยหยางจ้องแผ่นหลังที่กำลังจะจากไปเขม็ง ร่างสูงใหญ่โงนเงนเล็กน้อย ไม่นานก็รีบตามไป
ฉิ่นเฟิงฉินยืนอยู่กับที่ มองพวกเขาอย่างงุนงง
ทั้งปากทั้งตาเบิกกว้างกลมโต
นี่มันยังไงกัน คนหนึ่งยังไม่ทันเข้าใจ อีกคนก็มาอีกแล้วหรือ?
ผู้ชายที่ใส่สูทคนนั้น ดูก็รู้ว่ารวย!
