หลีเหิงนั่งรถไฟความเร็วสูงกลับบ้านในวันถัดมา
ทันทีที่เปิดประตู เขาก็ได้กลิ่นเหล้าฉุนกึกปะทะใบหน้า ตามมาด้วยกลิ่นเปรี้ยวเหม็นจากขยะที่เน่าเสีย
เขาขมวดคิ้วแน่น ก้าวเข้าไปในสถานที่ที่เรียกว่า “บ้าน” แห่งนี้
ภายในบ้านเละเทะไปหมด
ขวดเหล้าเปล่าหลายใบวางเอียงอยู่บนพื้น กล่องอาหารเดลิเวอรีที่ไม่รู้ว่าวางทิ้งไว้นานแค่ไหนกองซ้อนกันบนโต๊ะ คราบน้ำมันแข็งตัว ดึงดูดแมลงตัวเล็ก ๆ ให้บินวนอยู่ประปราย
หลีเหิงมองภาพทั้งหมดอย่างไร้อารมณ์
เขาพับแขนเสื้อขึ้นเงียบ ๆ แล้วเริ่มเก็บกวาด
เขามัดปากถุงขยะให้แน่น รวบขวดเหล้ามากองไว้ ท่าทางเชื่องช้าไร้ชีวิตชีวาแต่คล่องแคล่ว ราวกับทำมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
เขาผลักประตูห้องนอนเปิดออก
ม่านหน้าต่างปิดสนิท ภายในห้องมืดสลัว
เขาตวัดสายตาเย็นชาไปมอง และก็เห็นหลีชางกุ้ยนอนเมาหลับอยู่ตรงม่านบริเวณมุมห้องด้านในสุดจริง ๆ
พ่อของเขา
เพียงเห็นอีกฝ่าย หลีเหิงก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ต่างจากกองอาเจียนบนพื้น ต่อให้เก็บกวาดจนสะอาด กลิ่นเน่าเหม็นก็ยังแผ่ซ่านออกมาจากวิญญาณอยู่ดี
เสียงดังปลุกหลีชางกุ้ยให้ตื่น
ดวงตาขุ่นมัวกลอกไปมาอย่างยากลำบาก พอเห็นหลีเหิง แววตาก็พลันสว่างวาบด้วยประกายอันน่าหวาดหวั่น
“ลูกชาย! ลูกชายคนดี! รีบบอกพ่อมา ช่วงนี้หาเงินได้หรือเปล่า?!” เขาโซเซพุ่งเข้ามา นิ้วมือผอมแห้งคว้ากระเป๋าเสื้อของหลีเหิงอย่างกระวนกระวาย “ได้มาเท่าไร? เอาออกมาให้หมด! รีบให้พ่อมา!”
หลีเหิงผลักเขาออกอย่างรังเกียจ
จากนั้นถอยไปสองก้าว ก่อนเอ่ยเสียงเย็น “ผมไม่มีเงิน”
ฝีเท้าโซเซของหลีชางกุ้ยสะดุด เขาล้มลงกับพื้น
“ไม่มีเงิน?”
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนเงยหน้าอันบวมช้ำขึ้นมา
หากพินิจดูดี ๆ โครงหน้าของหลีชางกุ้ยแต่เดิมนับว่าหล่อเหลาอยู่ไม่น้อย
แต่เพราะติดเหล้ามานาน ทั้งยังใช้ชีวิตกลางวันกลางคืนไม่เป็นเวลา ใบหน้าจึงดูซูบซีดและห่อเหี่ยว ริมฝีปากเขียวคล้ำ เส้นผม คิ้ว และหนวดเคราก็ยุ่งเหยิงไปหมด
แววตายิ่งฉายความละโมบดุดัน
