“หา……คุณหนูสามตระกูลจง เมืองหย่งเฟิงไม่ใช่หลงหยางของพวกเจ้านะ การบังคับซื้อบังคับขายใช้ไม่ได้ผลหรอก”
สายลมอบอุ่นพัดถุงเงินกลับเข้าไปในรถวิเศษอย่างแผ่วเบา พร้อมกับเสียงชายหนุ่มสดใสที่แฝงความยียวนดังมาจากไกลๆ
ต้าไป๋ที่กำลังจะตบกรงเล็บออกไปก็หดกลับมาอีกครั้ง มันซบลงบนอ้อมแขนของหล่านเยว่ด้วยสีหน้าราวกับหมดอาลัยตายอยาก ขนของมันใกล้ถูกดึงจนโกร๋นแล้ว!
“ท่านชายสี่ตระกูลไป๋นี่นา”
ในฝูงชนมีคนร้องขึ้นด้วยความดีใจ
หล่านเยว่มองไปตามเสียง เด็กหนุ่มในชุดขาวย่างกรายมากับสายลม เส้นผมดำขลับมัดด้วยปิ่นหยกขาว ริบบิ้นผ้าขาวที่ผูกไว้ปลิวไสวอยู่ด้านหลังตามแรงลม ใบหน้าขาวเนียนหล่อเหลาเต็มไปด้วยรอยยิ้มสดใสแบบเด็กหนุ่มผู้เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณ
ช่างเป็นชายหนุ่มรูปงามผู้สง่างามอะไรเช่นนี้!
“ท่านชายสี่”
“ท่านชายสี่”
……
ผู้คนต่างพากันทักทายไม่ขาดสาย ท่านชายสี่ตระกูลไป๋ยิ้มตอบกลับทีละคนด้วยอารมณ์ดี
“ท่านชายสี่ตระกูลไป๋”
เมื่อเห็นคนผู้นี้ ท่านจงโป๋ก็คารวะด้วยความเคารพ แล้วค่อยๆ ถอยกลับไปยังส่วนหน้าของรถวิเศษ
“จากกันไปสี่ปี ท่านจงโป๋สง่างามยิ่งกว่าแต่ก่อน”
น้ำเสียงของเด็กหนุ่มอบอุ่น ใบหน้าเปื้อนยิ้มจางๆ ที่ทำให้ผู้คนรู้สึกเป็นมิตรอยู่ตลอดเวลา
“ท่านชายสี่ชมเกินไปแล้ว”
ท่านจงโป๋ยังคงคารวะเช่นเดิม สีหน้าไม่แสดงอารมณ์ใดๆ เกินเลย
หล่านเยว่มองดูสีหน้าของทั้งสอง ในใจคาดเดาว่าสองตระกูลนี้น่าจะเป็นคู่แข่งกัน ดูจากคนแซ่จงนั่นสิ ในแววตามีทั้งความรำคาญและความหวาดระแวง แม้แต่เสแสร้งก็ยังขี้เกียจทำ
“ไป๋ซื่อ เจ้ามาทำลายเรื่องดีของข้าอีกแล้วนะ!”
คุณหนูสามตระกูลจงเปิดประตูรถวิเศษออกมา พลางร้องตะโกนใส่ท่านชายสี่ตระกูลไป๋ด้วยความเดือดดาล
