"แม่ครับ ผมเป็นลูกชายคนเดียวของแม่ จะใจแข็งกับผมขนาดนี้จริง ๆ หรือครับ จะพึ่งเจ้าเสี่ยวเหยี่ยนั่นหรือ ถึงเขาโตขึ้นมาก็ดูแลแม่ไม่ได้หรอกครับ"
"ไม่พึ่งแกจะให้พึ่งใคร แกทำกับฉันแบบนี้ ยังจะให้ฉันหวังพึ่งแกอีกหรือ" เหยาเฟยหรันยกกระเป๋าฟาดลงบนหัวเขา ลู่ต้าไห่รู้สึกแสบร้อนบนใบหน้า จากนั้นการตีเป็นพัลวันก็กระหน่ำลงมา เขาก้มหน้ากอดศีรษะวิ่งหนีแทบไม่ทัน
"ลู่ต้าไห่ ฉันเตือนแกนะ ถ้าแกมารบกวนลู่เย่ ฉันจะไปที่ทำงานแก ไปโรงเรียนลูกชายแก สร้างความวุ่นวาย ดูสิว่าใครจะวุ่นวายกว่ากัน"
เหยาเฟยหรันจ้องลู่ต้าไห่ ท่าทางดุดัน ลู่ต้าไห่แววตาเย็นชาขึ้น
"แม่ครับ ต่อให้แม่อ้อนวอนผม ผมก็ไม่มาหาแม่อีกแล้ว"
"แกอย่ามาอีกเป็นดีที่สุด!"
เหยาเฟยหรันไม่หวั่นแม้แต่น้อย เลี้ยงดูกลับได้ศัตรูมา
หลังจากลู่ต้าไห่ไปแล้ว เหยาเฟยหรันกำชับลู่เย่ "เสี่ยวเหยี่ย อย่าไปพบน้าชายของลูกตามลำพัง เวลากลับจากโรงเรียนอย่าโอ้เอ้กลับดึก กลับมากับเพื่อน ๆ อย่าไปในที่เปลี่ยว เข้าใจไหม"
"ครับ คุณยาย"
ทรัพย์สินเงินทองยั่วยวนใจคน คนใจไม้ไส้ระกำอย่างลู่ต้าไห่ มีแววจะคิดร้ายได้มากที่สุด สุดท้ายเหยาเฟยหรันจึงเช่าบ้านในอำเภอ ให้ลู่เย่นั่งรถประจำทางไปอำเภอทุกครั้ง
เช่นนี้แล้ว ลู่เย่ก็เรียนจบชั้นประถม งานเขียนของเหยาเฟยหรันก็เข้าสู่ตอนอวสาน เรื่องนี้แทบจะกวาดทุกลิสต์อันดับ ระดับนักเขียนของเหยาเฟยหรันก็ถึงขั้นสูงสุด ได้เซ็นสัญญาใหม่ บรรณาธิการอยากให้เธอติดรูปโปรไฟล์ หรือให้ร่วมกิจกรรมเสมอ แต่เหยาเฟยหรันปฏิเสธทั้งหมด
เพราะตอนนี้นักอ่านยังคงมีจินตนาการถึงตัวเธอ รอให้ตนเบื่อโลกแล้วจึงเผยโฉมที่แท้จริงออกไป คาดว่าคงเตะนักอ่านปลิวไปได้ไม่น้อย
มีเงินเหลือในมือ เหยาเฟยหรันก็ลงทุนในอุตสาหกรรมที่กำลังจะเติบโตบ้าง ซื้อหุ้นแรกเริ่มบ้าง นอกนั้นก็พักผ่อนดูแลสุขภาพ และปลูกฝังลู่เย่
สองปีมานี้ ลู่เย่ก็ร่าเริงขึ้นมาก ไม่ประหม่ากับเหยาเฟยหรันเช่นก่อนแล้ว
สอบปลายภาคเสร็จ เหยาเฟยหรันพาลู่เย่ไปที่โรงเรียนหลิ่วชูในตัวเมือง
แม้ว่าลู่เย่จะได้ที่หนึ่งของชั้นมาตลอด แต่ก็ยังตื่นเต้นอยู่บ้าง
"คุณยายครับ ถ้าผมสอบไม่ติดยายจะผิดหวังไหม"
"สอบไม่ติดนั่นคือข้อสอบพวกนั้นออกมีปัญหา ลูกฉลาดขนาดนี้ ถึงไปในเมืองไม่ได้ก็ไปในอำเภอ ลูกจะเป็นยังไงยายก็ไม่ว่าทั้งนั้น"
ลู่เย่เห็นท่าทางไม่แยแสของเหยาเฟยหรัน จิตใจก็สงบลงอย่างมาก
เหยาเฟยหรันหวังให้ลู่เย่สอบเข้าโรงเรียนในเมืองได้ แต่สอบไม่ติดก็ไม่เป็นไร นิสัยและทัศนคติของเขาดี อนาคตยังไงก็ไม่แย่
ผ่านไปหนึ่งอาทิตย์ คะแนนสอบของโรงเรียนหลิ่วชูก็ประกาศออกมา ลู่เย่สอบเข้าได้ไม่ผิดหวัง เหยาเฟยหรันพาลู่เย่เข้าอยู่บ้านที่ตกแต่งเตรียมไว้แล้ว ห่างจากโรงเรียนแค่สิบนาทีเดิน
ทางฝั่งนี้ บรรณาธิการเสี่ยวโจวมาหาเหยาเฟยหรัน "ท่านอาจารย์ ท่านจะเปิดเรื่องใหม่ไหมครับ"
"พักสักสองสามเดือน"
"!! ท่านใจแข็งถึงขั้นพักนานขนาดนี้ได้ยังไง นักอ่านต่างรอคอยผลงานใหม่ของท่านนะครับ ไม่ใช่ว่าต้องฮึดสู้ต่อรึ"
"เธอใจร้ายจะทารุณคนแก่หรือไง ฉันเจ็ดสิบกว่าแล้วนะ ตอนแรกก็เพื่อกันสมองเสื่อมถึงได้เขียนของพวกนี้ขึ้นมา อย่ามาบีบบังคับฉัน"
"........"
ฮือออ บรรณาธิการยกมือกุมหัวใจ สีหน้าบิดเบี้ยว ประโยคนี้ย้ำเตือนอีกครั้งว่านักเขียนอัจฉริยะที่อยู่อีกฟากของสายคือคุณยายแก่ ๆ คนหนึ่ง
ทุกครั้งที่อยากจะโปรโมตสักหน่อย ก็ไม่รู้จะเริ่มยังไง
คาดว่าคงถูกด่าว่าเป็นข่าวปลอมแน่
ตอนนี้เหยาเฟยหรันมีอิสระทางการเงินแล้ว อย่างไรก็ตามการเขียนของพวกนี้ก็ไม่ได้ต้องใช้ความคิดมาก (ส่วนใหญ่ก็อปเขามา) แต่ไข่มุกฝืนชะตาบอกว่า ถึงแม้การเขียนของพวกนี้จะไม่ได้ใช้สมองคิดมาก แต่ก็ช่วยฝึกฝนร่างกายและสมองได้บ้าง เหยาเฟยหรันจึงตัดสินใจเขียนเรื่องต่อไป
"อ้อ ท่านอาจารย์ครับ เดือนนี้ค่าลิขสิทธิ์กับค่าต้นฉบับจะโอนพร้อมกันนะครับ"
"ขอบคุณมาก"
"ไม่ต้องขอบคุณครับ ท่านอาจารย์ดูแลสุขภาพดี ๆ นะครับ ต้องอายุยืนถึงร้อยปีนะ"
"เหอะ ๆ"
เหยาเฟยหรันหัวเราะแห้ง ๆ ร้อยปีนี่มันยังยากไปหน่อย
หลังจากลู่เย่ขึ้นชั้นมัธยมต้น ไม่นานก็ร่างสูงโปร่งขึ้น ดูยิ่งหล่อเหลาขึ้นทุกที เหยาเฟยหรันให้เงินค่าขนมเขามากพอทุกวัน ปกติให้เขาเลือกเข้าคอร์สอบรมหรือชมรมที่สนใจ ปิดเทอมร้อนหนาวก็พาออกไปเที่ยว ในเมืองมีคนรวยมากมาย อย่างน้อยเขาก็ใช้ชีวิตไม่ด้อยไปกว่าใคร จึงค่อย ๆ มั่นใจขึ้น
โรงเรียนนี้เข้มงวด ลู่เย่ก็ได้รับจดหมายรักจากเด็กผู้หญิงนอกโรงเรียนบ้าง แต่เขาก็ปฏิเสธทั้งหมด ครูก็คอยกันไม่ให้ใครมาทำให้ลู่เย่เสียคน เพราะเขาเป็นต้นกล้าแห่งการเรียน
แต่อยู่มาวันหนึ่ง ลู่เย่ดูข้อสอบจนลืมเวลา อีกทั้งเป็นฤดูหนาว ฟ้าก็มืดเร็ว ระหว่างเดินผ่านตรอกเล็ก ๆ มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งถูกคุกคามอยู่ มีเด็กหนุ่มสี่ห้าคนล้อมรอบเธอ ลู่เย่จำที่ยายบอกได้ดีว่าเวลามีคนน้อยอย่าไปยุ่งเรื่องของคนอื่น ทำได้แค่ไปจากที่ตรงนั้นก่อนแล้วค่อยแจ้งตำรวจ
คาดไม่ถึงว่าเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็บังเกิด เด็กสาวคนนั้นเห็นลู่เย่ก็เอ่ยขึ้นว่า "พี่ มานี่ด้วยหรือคะ"
"รู้จักด้วย อย่าให้มันหนีไป!"
สิ้นเสียงนั้น ไอ้พวกเด็กหนุ่มก็วิ่งไล่ตามมา ลู่เย่หนึ่งหมัดยากจะสู้สี่มือ จึงรีบวิ่งไปทางโรงเรียน ระหว่างทางเด็กพวกนั้นใช้ก้อนหินขว้างโดนลู่เย่ ลู่เย่รู้สึกเจ็บแปลบที่ท้ายทอย แต่เขาก็ไม่หยุดวิ่ง
ในที่สุดเกือบถึงประตูโรงเรียน ลู่เย่ก็ร้องตะโกนว่า "ลุงจาง!"
รปภ. จางเว่ย จำลู่เย่ได้ทันตา เจ้าหนูนี่พ่อแม่ตายจาก แต่ทุกครั้งที่สอบประจำเดือนก็ได้ที่หนึ่ง ยายของเขามักจะเอาของกินอร่อย ๆ มาให้เสมอ
มองดูพวกหัวเหลืองที่ไล่ตามมาข้างหลัง จางเว่ยก็คว้าง่ามกันระเบิด พุ่งออกไปทันที
"ไอ้พวกเด็กแสบ คิดจะทำอะไร!"
จางเว่ยถืออาวุธในมือ สีหน้าบิดเบี้ยวน่ากลัวพุ่งเข้าใส่ พวกนั้นก็เตลิดแตกหนีไป
ลู่เย่หอบหายใจ เอามือลูบท้ายทอย รู้สึกแฉะ ๆ เขารีบใช้นาฬิกาโทรศัพท์โทรหาเหยาเฟยหรัน ผลคือพอกำลังต่อสาย ลู่เย่ก็เป็นล้มล้มลง
"ฮัลโหล เสี่ยวเหยี่ย เป็นอะไรไป ทำไมยังไม่กลับบ้าน"
จางเว่ยรีบอธิบายสถานการณ์ เหยาเฟยหรันตกใจแทบหัวใจหยุดเต้น คาดไม่ถึงว่าต่อหน้าผู้คนมากมายจะมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นได้ ไร้กฎหมายสิ้นดี จางเว่ยช่วยเรียกรถฉุกเฉินให้ เหยาเฟยหรันก็ตามไปด้วย
แม้แต่ครูโรงเรียนก็ตกใจ
โชคดีที่ลู่เย่ไม่กระทบกระเทือนสมอง พักสักสองสามวันก็หาย
ลู่เย่ฟื้นขึ้นมาในไม่ช้า หันมามองเห็นเหยาเฟยหรันกำลังสัปหงกอยู่ข้าง ๆ ดวงตาเขาแดงก่ำขึ้น
ตัวเองโตป่านนี้แล้ว ยังต้องให้ยายมาดูแลอีก
ไข่มุกฝืนชะตา "ยังงีบอีก หลานชายสุดที่รักตื่นแล้วนะ"
เหยาเฟยหรันสะดุ้งเฮือกตื่นขึ้นมา
"อ้าว เสี่ยวเหยี่ย ตื่นแล้วหรือ มาดื่มข้าวต้มสักหน่อยเถอะ ลูกยังไม่ได้กินข้าวเย็นเลยนะ"
"คุณยายครับ ผมไม่เป็นไร"
พอเห็นลู่เย่ค่อย ๆ กินข้าวต้ม เหยาเฟยหรันก็ถอนใจโล่งอก ระหว่างนั้นลู่เย่ก็เล่าเรื่องก่อนหลังให้เธอฟัง
"ไอ้หยา ต้องไม่ปล่อยไอ้พวกเด็กเวรพวกนั้นไปเด็ดขาด ให้ตายเถอะ ยัยเด็กนั่นก็ไม่ใช่ของดีอะไร จงใจโยนภัยมาให้"
เหยาเฟยหรันโกรธจนอยากจะขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
