ฉินรั่ว ในฐานะโค้ชสเก็ตลีลาระดับแนวหน้าของประเทศ เคยฝึกนักกีฬาคว้าแชมป์โลกมาแล้วสามคน และเหรียญทองโอลิมปิกหนึ่งคน
เธอรู้สึกงุนงงกับท่าทางของหลินหร่าน แต่ก็ก้มลงมอง
ในวิดีโอ เด็กผู้หญิงคนหนึ่งในชุดฝึกซ้อมสีดำกำลังร่อนไปบนผิวน้ำแข็ง
ตอนแรกสีหน้าของฉินรั่วค่อนข้างสบาย ๆ ดูปล่อยใจไปเรื่อย เธอรู้จักนิสัยของหลินหร่านดี แค่เห็นเด็กที่มีพรสวรรค์หน่อยก็ตื่นเต้นจนแทบคลั่ง ราวกับขุดพบสมบัติ แต่พอได้ดูไปราวสิบกว่าวินาที สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไป
เธอวางถ้วยชาลง หยิบโทรศัพท์จากมือของหลินหร่าน น้ำเสียงราบเรียบ "นี่เด็กที่ไหน?"
"ลานสเก็ตน้ำแข็งว่านเซี่ยงค่ะ วันนี้ฉันไปหาคนที่นั่นพอดีเลยเจอ" หลินหร่านขยับเข้ามา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตื่นเต้นจนเก็บไม่อยู่ "พี่ฉินดูการร่อนของเธอสิคะ ความยืดหยุ่นของเข่า ความลึกของการใช้คมสเก็ต นี่ไม่ใช่ระดับที่เด็กวัยนี้ควรทำได้นะ แล้วตอนที่เธอโดด 2A ร่างกายเธอหดเข้าหากันแน่น แกนกลางไม่เบี่ยงเบนเลยสักนิด มุมการย่อเข่ารับน้ำหนักตอนลงน้ำแข็งก็..."
"ฉันรู้" ฉินรั่วขัดจังหวะ สายตายังไม่ละจากหน้าจอ
วิดีโอยังคงเล่นต่อไป เด็กผู้หญิงหมุนสปินก้มตัว ความเร็วรอบไม่ได้เร็วมากนัก แต่แกนกลางมั่นคงราวกับถูกตอกติดบนลานน้ำแข็ง จากนั้นก็เป็นท่าเบลแมน ยกขาลอยขึ้นเหนือศีรษะอย่างสบาย ๆ ลำตัวช่วงบนแทบไม่เอียงเลย
คิ้วของฉินรั่วขยับเล็กน้อย
ต่อมาเป็นท่ากระโดด 3A ที่พลาด เดิมทีหลินหร่านอยากอธิบายว่า "อันนี้ไม่สำเร็จ" แต่เธอสังเกตเห็นว่าฉินรั่วไม่เพียงไม่ขมวดคิ้ว กลับลากแถบย้อนกลับไปเล็กน้อย แล้วดูจังหวะกระโดดขึ้นซ้ำอีกรอบ
"โครงสร้างการกระโดดขึ้นดูมืออาชีพมาก" ฉินรั่วพูด แววเสียงมีความประหลาดใจจาง ๆ "เด็กนี่ฝึกมานานแค่ไหนแล้ว?"
"ไม่รู้ค่ะ ฉันเพิ่งเจอเธอ ยังไม่ได้ถามใครเลย"
ฉินรั่วลากแถบวิดีโอไปจนสุด มองภาพเด็กผู้หญิงไถลไปขอบลาน ก้มตัวหยิบขวดน้ำ แล้วเงียบไปหลายวินาที
"ไป กลับไปที่ว่านเซี่ยงอีกรอบ"
"ตอนนี้เลยเหรอคะ?" หลินหร่านมองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว "เขาอาจปิดประตูไปแล้วก็ได้นะ..."
"งั้นก็พรุ่งนี้เช้าตรู่" ฉินรั่วยื่นโทรศัพท์คืนให้หลินหร่าน "ไม่ต้องห่วง ยังไงก็หนีไม่พ้นหรอก คราวนี้อาจขุดพบสมบัติแท้ก็ได้"
"ได้ค่ะ ตามพี่ฉินเลย"
......
เช้าวันต่อมา ฉินรั่วและหลินหร่านมาปรากฏตัวที่ลานสเก็ตน้ำแข็งว่านเซี่ยงอีกครั้ง
เดิมทีอยากลองเสี่ยงโชคดูว่าจะได้เจอเด็กผู้หญิงหรือไม่ แต่คาดไม่ถึงว่าช่วงเช้าฝ่ายนั้นจะไม่ได้มาก่อน คนในลานช่วงเช้าค่อนข้างน้อย มีผู้ใหญ่เพียงสองสามคนกำลังไถลสเก็ตเรื่อย ๆ ฉินรั่วยืนบนอัฒจันทร์กวาดตามองหนึ่งรอบ ขมวดคิ้ว
หลินหร่านวิ่งไปหาแผนกต้อนรับแล้ว สักพักก็เดินนำคนคนหนึ่งกลับมา แล้วแนะนำให้ฉินรั่วรู้จัก "พี่ฉินคะ นี่คือผู้อำนวยการโจว ผู้อำนวยการของลานสเก็ตน้ำแข็งว่านเซี่ยงค่ะ"
ผู้อำนวยการโจวเป็นผู้ชายอายุราวห้าสิบเศษ ใบหน้ากลม ดูอัธยาศัยดี เห็นได้ชัดว่าเขารู้จักหลินหร่าน—หลินหร่านเคยคลุกคลีในย่านนี้มาก รู้จักกับคนตามลานต่าง ๆ เป็นอย่างดี
"ผู้อำนวยการโจวครับ เราอยากมาสอบถามเรื่องเด็กคนหนึ่ง" หลินหร่านพูดพลางเปิดวิดีโอในโทรศัพท์ให้เขาดู "เด็กผู้หญิงคนนี้ครับ คนที่ใส่เสื้อดำ มาสเก็ตที่นี่บ่อยใช่ไหมครับ?"
ผู้อำนวยการโจวชะโงกเข้ามามองแวบหนึ่ง แล้วจำได้ทันที "โอ้ เสี่ยวเยว่เลี่ยงนี่เอง! รู้จัก ๆ เด็กคนนี้มาสเก็ตที่นี่ตั้งแต่หกขวบ หลายปีแล้วล่ะ"
"เสี่ยวเยว่เลี่ยงเหรอ?" ฉินรั่วสงสัย
"ชื่อเล่นว่าเยว่เยว่ พนักงานที่นี่เขาเรียกกันแบบนั้น" ผู้อำนวยการโจวหัวเราะ "เด็กคนนี้ขยันมาก เลิกเรียนมาก็มา ส่วนวันหยุดยิ่งหมกอยู่ทั้งวัน ปิดเทอมทั้งหน้าร้อนหน้าหนาวไม่เคยขาด เด็กอื่นเล่นได้แป๊บเดียวก็ไปซื้อขนมหรือเล่นโทรศัพท์ แต่เธอไม่อย่างนั้น เธออยู่บนน้ำแข็งได้สี่ห้าชั่วโมงไม่รู้จักเหนื่อย"
ฉินรั่วพยักหน้า "เธอมีโค้ชไหม?"
"มีก็มีอยู่ แต่เป็นแค่โค้ชสอนพื้นฐาน สอนพื้นฐานทั่ว ๆ ไป" ผู้อำนวยการโจวครุ่นคิดก่อนพูดต่อ "พูดตรง ๆ เธอจัดเป็นนักกีฬาสมัครเล่นนะ ไม่เคยเข้าสู่การเรียนแบบระบบมืออาชีพอะไร แต่ว่าปีที่แล้วเดือนสิบสองเธอเข้าร่วมการแข่งขันเยาวชนชิงแชมป์แห่งชาติด้วย ได้เหรียญเงินหญิงเดี่ยวมาด้วย จริง ๆ แล้วพวกเราที่นี่ก็แปลกใจอยู่หรอก แต่ก็ไม่ได้ประหลาดใจอะไร—เด็กคนนั้นเป็นเนื้อคู่ของกีฬานี้จริง ๆ"
"เมื่อเช้าเธอไม่มาเหรอครับ?" หลินหร่านถามกลับ
"ปกติเธอมาตอนบ่ายมากกว่า" ผู้อำนวยการโจวคิดๆ ดู "สัปดาห์ที่แล้วได้ยินแม่ของเด็กพูดปากเดียวว่า เด็กไม่สบาย เป็นไข้มาได้สามสี่วันแล้ว พักอยู่ในโรงพยาบาล ผมยังคิดจะถามอีกทีว่าตอนนี้เป็นยังไงบ้าง สุดท้ายพอวานบ่ายเธอก็มา" เขาตบหน้าผากตัวเอง "ตอนนั้นผมเดินผ่านมาเห็นพอดี ยังคิดในใจว่าเด็กหายป่วยแล้วหรือไง ดูเธอเล่นสนุกดีนะ"
ฉินรั่วและหลินหร่านสบตากันแวบหนึ่ง
"ผู้อำนวยการโจวครับ คุณมีข้อมูลติดต่อผู้ปกครองของเด็กไหมครับ?" นัยน์ตาฉินรั่วแฝงความรีบร้อนจาง ๆ
"มี ๆ เด็กทำบัตรรายปีไว้ที่เรา ลงทะเบียนข้อมูลไว้" ผู้อำนวยการโจวหันหลังเดินไปทางแผนกต้อนรับ "เดี๋ยวผมเปิดดูให้"
ไม่นาน กระดาษโน๊ตแผ่นหนึ่งถูกยื่นส่งถึงมือฉินรั่ว บนนั้นเขียนชื่อกับเบอร์โทรศัพท์หนึ่งแถวว่า—
ซ่งหมิ่น 138********
ฉินรั่วพับกระดาษโน๊ตเก็บเข้ากระเป๋าเสื้อ กล่าวขอบคุณผู้อำนวยการโจว แล้วบอกหลินหร่านอีกว่า "อย่าเพิ่งรีบติดต่อไปนะ ขอบวลาคิดดูก่อนว่าฉันควรพูดยังไงดี"
ตอนที่เธอก้าวออกจากลานน้ำแข็ง ก็หันกลับไปมองพื้นน้ำแข็งเรียบลื่นนั่นอีกแวบ
เด็กผู้หญิงที่ชื่อว่าเสี่ยวเยว่เลี่ยงคนนี้ จริง ๆ แล้วมีพื้นเพเป็นมายังไงกันแน่?
ช่วงเวลาเดียวกัน เขตที่พักอาศัยชุ่ยผิงหย่วน
ซูจิ่นเยว่เพิ่งทานอาหารเที่ยงเสร็จ กำลังขดตัวอยู่บนโซฟาท่องศัพท์ภาษาอังกฤษ ร่างเดิมมีความสามารถในการจำชนิดเห็นแล้วไม่เคยลืม เธอเองก็ถ่ายทอดความสามารถนี้มาทำให้ประหยัดเวลาไปได้มาก—พอประสิทธิภาพในการเรียนสูงขึ้น ก็จะได้มีเวลาเหลือไปฝึกซ้อมเพิ่มขึ้น
ช่วงบ่ายเธอไปลานสเก็ตอีก ฝึกจนเกือบหกโมงถึงกลับบ้าน
ตอนที่ผลักประตูบ้าน กลิ่นหอมหวานฉุนของน้ำส้มสายชูก็โชยมาเตะจมูก
"กลับมาแล้วเหรอ?" เสียงของซ่งหมิ่นดังมาจากในครัว "รีบไปล้างมือเร็ว กับข้าวจะเสร็จแล้ว"
ซูจิ่นเยว่เปลี่ยนรองเท้า ล้างมือให้สะอาด ถึงกับสะดุดไปชั่วขณะเมื่อเดินเข้าไปในห้องอาหาร
บนโต๊ะอาหารขนาดไม่ใหญ่นัก มีกับข้าวสี่อย่างน้ำซุปหนึ่งชาม—หมูทอดเปรี้ยวหวาน ผักตามฤดูกาลผัดน้ำมันหอย มันฝรั่งเส้นผัดเปรี้ยวเผ็ด กุ้งผัดพริก และซุปกระดูกหมูข้าวโพดในหม้อดินอีกหนึ่งหม้อ ข้าวตักใส่ชามแล้ว สองชาม ตั้งวางหน้าหันเข้าหากัน
สี่อย่างหนึ่งซุป
ซูจิ่นเยว่มองกับข้าวเต็มโต๊ะนี้ จู่ ๆ ลำคอกลับรู้สึกตีบตันขึ้นมา ชาติก่อนเธอกินแต่อาหารบำรุงกับอาหารเหลวอยู่บนเตียงคนไข้อยู่หลายปี ประสาทการรับรสด้านชาไปนานแล้ว อาหารที่ร้อนฉ่าและมีคนปรุงให้เธอโดยเฉพาะเช่นนี้ เธอไม่ได้พบเจอมานานแสนนานแล้ว
"ยืนอึ้งทำอะไร มานั่งสิ" ซ่งหมิ่นเดินออกมาพร้อมกับถือจานเล็กจานสุดท้าย ข้างในเป็นเต้าหู้ยี้ไม่กี่ชิ้น "วันนี้แม่ทำมากหน่อย เธอเพิ่งหายป่วยใหม่ ๆ จะได้บำรุงหน่อย"
ซูจิ่นเยว่นั่งลง ยกชาม ใช้ตะเกียบคีบหมูทอดเปรี้ยวหวานเข้าปาก รสเปรี้ยวหวานระเบิดบนปลายลิ้น เธอเกือบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
มันอร่อยจริง ๆ เลย ตอนนี้เธอมีความสุขมากเหลือเกินนน~~~
"แม่" เธอพึมพำทั้งที่ยังเคี้ยวข้าวอยู่
"อะไรเหรอ?"
"แม่ทำกับข้าวนี่อร่อยมากจริง ๆ นะ"
ซ่งหมิ่นได้ยินคำชมที่จู่ ๆ ก็หล่นกลางอากาศนี้ทำเอาสะดุด แล้วก็ยิ้ม "วันนี้ปากหวานทำไม? โดนใครแกล้งตอนบ่ายที่ลานสเก็ตหรือเปล่า?"
"เปล่านะ หนูแค่ชื่นชมจากใจจริงจ้ะ"
"พอแล้ว ๆ นี่ของโปรดของเธอทั้งนั้น กินเร็วเข้า"
สองคนกินข้าวเงียบ ๆ อยู่สักพัก โทรทัศน์เปิดไว้ กำลังถ่ายทอดข่าว ซูจิ่นเยว่เขี่ยข้าวในชามไปมา ใจคิดถึงสถานการณ์ฝึกซ้อมที่ลานตอนบ่าย—2A นิ่งขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว ส่วน 3A ยังขาดอีกนิด ความสูงตอนลอยตัวดีกว่าวานนี้เยอะ แรงแกนกลางของลำตัวต้องฝึกต่อไปอีก ดูท่าจะต้องทำท่าแพลงก์เพิ่มแล้ว
"เยว่เยว่" จู่ ๆ ซ่งหมิ่นก็วางตะเกียบลง
ซูจิ่นเยว่เงยหน้าด้วยความงุนงง "หือ?"
ซ่งหมิ่นมองเธอ แววตาฉายปมความรู้สึกซับซ้อน ราวกับกำลังชั่งใจอยู่ว่าควรพูดออกไปดีไหม ผ่านไปไม่กี่วินาที จึงเอ่ยว่า "แม่มีเรื่องจะคุยกับหนูน่ะ"
"ว่ามาสิแม่ มีอะไร?"
"ต่อไปในภายหน้า... นอกจากเรียนหนังสือแล้ว หนูจะยังเล่นสเก็ตต่อไปอีกไหม?"
