ซูจิ่นเยว่ไม่ได้ตอบทันที เธอใช้ลิ้นดุนข้าวในปากให้กลืนลงคอเสียก่อน จากนั้นจึงวางตะเกียบลง แล้วมองซ่งหมิ่นอย่างตั้งใจ
คำถามนี้เธอไม่ต้องเสียเวลาคิดเลยด้วยซ้ำ ตั้งแต่วินาทีที่ได้กลับมายืนบนลานน้ำแข็งอีกครั้ง คำตอบก็ชัดเจนมากอยู่แล้ว
“แม่คะ หนูอยากเล่นสเก็ตต่อไป”
สีหน้าของซ่งหมิ่นอ่านไม่ออกว่าดีใจหรือเป็นกังวล เพียงส่งเสียง “อืม” เป็นเชิงให้เธอพูดต่อ
ซูจิ่นเยว่สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ น้ำเสียงไม่ดัง แต่ทุกคำพูดชัดถ้อยชัดคำ “แม่ไม่ต้องห่วงนะคะ การเรียนของหนูก็จะไม่ตกต่ำลง หนูดูแลทั้งสองอย่างพร้อมกันได้ หนูจะจัดแบ่งเวลาให้ดี จะไม่ให้คะแนนหล่นลงมา”
ซ่งหมิ่นมองเธอ เหมือนจะเอ่ยอะไรบางอย่าง แต่ก็กลั้นเอาไว้
ซูจิ่นเยว่หยุดไปครู่หนึ่ง แววตาพลันเปลี่ยนไป เปล่งประกายเจิดจ้าและแน่วแน่จากส่วนลึก ทำให้ทั้งตัวเธอดูไม่เหมือนเด็กอายุสิบกว่าปี
“ในอนาคต” เธอกล่าวอย่างหนักแน่น “หนูจะเป็นแชมป์โลก แชมป์โอลิมปิก”
เธอมองซ่งหมิ่น มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม เผยลักยิ้มตื้น ๆ สองข้าง “หนูจะทำให้พ่อกับแม่ภูมิใจในตัวหนู”
โต๊ะอาหารเงียบกริบไปชั่วขณะ ซ่งหมิ่นจ้องมองลูกสาวที่ทั้งจริงจังและเอาจริงเอาจังอยู่นานหลายวินาที แล้วก็หัวเราะ “พรืด” ออกมา เธอส่ายหัว ยื่นมือไปลูบศีรษะซูจิ่นเยว่เบา ๆ หนึ่งครั้ง น้ำเสียงอ่อนโยนแต่แฝงความเอ็นดูจนหน่ายใจเล็กน้อย:
“เอาล่ะ ๆ ๆ เสี่ยวเยว่เลี่ยงต้องพยายามให้มาก ๆ นะ พูดลอย ๆ อย่างเดียวไม่ได้”
ซูจิ่นเยว่พยักหน้าอย่างแรง “ค่ะ! หนูจะต้องขยัน!”
เธอยกชามข้าวขึ้นอีกครั้ง ตักข้าวคำโตเข้าปาก แก้มตุ่ยเหมือนหนูแฮมสเตอร์ตัวน้อย ซ่งหมิ่นมองท่าทางของเธอแล้ว รอยยิ้มบนมุมปากก็กดไม่ลงเลยสักนิด
ความจริงแล้วเธอตั้งใจจะพูดว่า ‘ไม่จำเป็นต้องทุ่มเทขนาดนี้ก็ได้ เอาเป็นงานอดิเรกก็พอ’ แต่เมื่อเห็นลูกสาวเอาจริงเอาจังถึงเพียงนี้ คำพูดก็ติดอยู่ที่ริมฝีปาก สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงคีบกุ้งให้ลูกสาวหนึ่งชิ้น
กินข้าวเสร็จ ซูจิ่นเยว่เป็นฝ่ายไปล้างจานเอง เธอต้องเขย่งเก้าอี้เตี้ยถึงจะถึงอ่างล้างจาน แต่ท่วงท่าก็คล่องแคล่วดี ใส่น้ำยาล้างจานพอดี ๆ ถ้วยชามถูกล้างจนใสสะอาด ก่อนหน้าที่จะถูกตรวจพบว่าเป็นมะเร็งในชาติก่อน นอกจากไปเรียนหนังสือกับฝึกสเก็ตและลงแข่งขันแล้ว งานบ้านสำหรับเธอก็เป็นเรื่องง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ
ซ่งหมิ่นพิงกรอบประตูครัวมองดูเธอ สีหน้าฉงนเล็กน้อย “เยว่เยว่ หนูรู้จักล้างจานตั้งแต่เมื่อไร”
มือของซูจิ่นเยว่ชะงักนิดหนึ่ง แล้วก็ตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ก่อนนี้เห็นแม่ล้าง ก็เลยจำขั้นตอนได้”
ซ่งหมิ่นส่งเสียง “อ๋อ” ไม่ได้ถามซักต่อ ในแววตากลับเต็มไปด้วยความปลาบปลื้ม คล้ายจะบอกว่า “ลูกรักของแม่ โตขึ้นแล้ว รู้ความแล้ว”
ล้างจานเสร็จ สองแม่ลูกก็นั่งเอกเขนกอยู่บนโซฟา ซ่งหมิ่นพลิกอ่านต้นฉบับหนังสือที่เพิ่งส่งมาใหม่ ส่วนซูจิ่นเยว่อิงไหล่แม่ ดูโทรทัศน์ไปเรื่อยเปื่อย บนจอมีรายการวาไรตี้กำลังฉายอยู่ ดาราหลายคนกำลังเล่นเกมอะไรสักอย่าง หัวเราะงอหายกันถ้วนหน้า
ซูจิ่นเยว่ไม่ได้สนใจสิ่งเหล่านี้เท่าไรนัก แต่ความรู้สึกที่ได้พิงแม่อยู่นั้นดีเหลือเกิน เธอจึงไม่อยากกลับห้อง
ขณะที่ใกล้จะเคลิ้มหลับ โทรศัพท์ของซ่งหมิ่นก็ดังขึ้น
เป็นวิดีโอคอล
ซ่งหมิ่นเหลือบดูหน้าจอ ก็ยิ้มออกมา “พ่อเอง”
เธอส่งโทรศัพท์ให้ซูจิ่นเยว่ หน้าจอปรากฏภาพชายท่าทางสุภาพภูมิฐานคนหนึ่ง อายุยังไม่ถึงสี่สิบปี สวมแว่นตา ผมยุ่งเหยิงเล็กน้อย ฉากหลังเหมือนอยู่ในสำนักงาน เขาคือพ่อของร่างเดิม——ซูเจ๋อเหยียน นักวิจัยของสถาบันวิจัยอวกาศ
“เสี่ยวเยว่เลี่ยง!” ชายหนุ่มปลายสายพอเห็นลูกสาวก็เปี่ยมไปด้วยสีหน้ายินดี “หนูหายดีหรือยัง แม่บอกว่าหนูป่วยไข้เข้าโรงพยาบาลเมื่อหลายวันก่อน พ่อเป็นห่วงแทบแย่”
ซูจิ่นเยว่รับโทรศัพท์มา เมื่อเห็นใบหน้าที่ทั้งสนิทสนมและแปลกหน้า ก็เกิดความรู้สึกแปลก ๆ พลุ่งขึ้นในใจ นี่ไม่ใช่อารมณ์ของเธอเอง หากเป็นเหมือนไออุ่นที่ยังหลงเหลือในร่างนี้——ความดีใจตามธรรมชาติของเด็กผู้หญิงตัวน้อยเมื่อเห็นพ่อ
เธอปล่อยให้ตัวเองดำเนินไปตามความรู้สึกนั้น เลียนแบบท่าทางของร่างเดิม ทำปากยื่น เสียงลากยาว “พ่อจ๋า~ หนูหายดีแล้ว พ่อไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ แม่ดูแลดีมากเลยนะ วันนี้หนูยังได้กินหมูเปรี้ยวหวานอีกต่างหาก”
“จริงหรือ พ่อก็เบาใจแล้ว” รอยยิ้มของซูเจ๋อเหยียนแฝงความรู้สึกผิดที่ซ่อนไม่อยู่ “ขอโทษนะเยว่เยว่ พ่องานโครงการยุ่งมากเลยหนีออกมาไม่ได้ กลับไปหาหนูไม่ได้สักที...”
“ไม่เป็นไรน่า หนูรู้ว่าพ่อกำลังทำเรื่องสำคัญมาก” ซูจิ่นเยว่ยิ้มจนตาหยี เสียงนุ่มนิ่มน่าฟัง “แต่ปีใหม่นี้พ่อต้องกลับมานะ”
“ต้องกลับ ต้องกลับแน่ พ่อสัญญา” ซูเจ๋อเหยียนโคลงศีรษะรับคำ แล้วถามต่อ “ช่วงนี้ฝึกสเก็ตเป็นยังไงบ้าง มีแอบขี้เกียจไหม”
“เปล่านะ!” ซูจิ่นเยว่ยืดตัวตรงทันที สีหน้าขึงขัง “บ่ายนี้หนูฝึกตั้งสี่ชั่วโมงกว่า แอ็กเซิลสองรอบครึ่งก็มั่นคงมากแล้ว อีกเดี๋ยวก็จะเล่นสามรอบได้แล้วด้วย”
ซูเจ๋อเหยียนหัวเราะลั่น “ดีมากเลย ๆ เสี่ยวเยว่เลี่ยงเก่งที่สุดแล้ว พอกลับไป พ่อจะดูหนูเล่นให้ดูนะ”
“ค่ะ!”
ซ่งหมิ่นฟังสองพ่อแม่ลูกคุยกันอยู่ข้าง ๆ ก็อดไม่ได้ที่จะโพล่งสอดขึ้น “เอาล่ะ ๆ สัญญาณทางพ่อไม่ค่อยดี อย่าคุยกันนานนักเลย”
ซูจิ่นเยว่คุยกับพ่ออีกสองสามประโยค ตอนสุดท้ายที่วางสาย ชายหนุ่มอีกฟากยังคงโบกมืออยู่
เธอคืนโทรศัพท์ให้ซ่งหมิ่น รู้สึกซาบซึ้งในใจ
ชาติก่อนเธอเป็นเด็กกำพร้า ไม่เคยมีประสบการณ์ถูกพ่อแม่ห่วงหาเช่นนี้มาก่อน เรื่องต้องแสร้งทำตัวเป็นเด็ก เธอนึกว่าจะต้องเล่นอย่างฝืดฝืน แต่พอได้ลงมือทำจริง ๆ กลับง่ายเหมือนอยู่ในมือพวกนั้น——น้ำเสียงออดอ้อน สายตาติดอ้อน ราวกับว่ามีอยู่ในตัวเธอมาแต่ไหนแต่ไร
หรือไม่ใช่เธอแสร้งทำ หากแต่เป็นความรู้สึกของเด็กผู้หญิงตัวน้อยในร่างนี้ ที่ยังคงอยู่
ผ่านไปอีกกว่าชั่วโมง ซ่งหมิ่นอ่านต้นฉบับหนังสือในมือจบ เตรียมตัวไปอาบน้ำแต่งตัว โทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง
หนนี้เป็นเบอร์แปลกหน้า ท้องถิ่น แต่ไม่มีในสมุดโทรศัพท์
ซ่งหมิ่นมองดูสองวิ ก็กดรับ “สวัสดีคะ?”
“สวัสดีค่ะ ใช่ผู้ปกครองของเพื่อนร่วมชั้นซูจิ่นเยว่หรือเปล่าคะ” ปลายสายเป็นเสียงผู้หญิงคนหนึ่ง อายุราว ๆ สี่สิบ เจือสำเนาสุภาพแต่ไม่ถึงกับมีไมตรีนัก “ดิฉันเป็นหัวหน้าโค้ชของทีมสเก็ตลีลาประจำมณฑลเรา แซ่ฉิน ฉินรั่วนะคะ”
ซ่งหมิ่นนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง เหลือบมองซูจิ่นเยว่โดยจิตใต้สำนึก ซูจิ่นเยว่กำลังกอดหมอนอิงดูโทรทัศน์ ไม่ได้สนใจสายเรียกเข้านัก
“เอ่อ สวัสดีค่ะ โค้ชฉิน ไม่ทราบว่าติดต่อดิฉันมาได้ยังไงคะ”
“สอบถามผ่านทางผู้อำนวยการโจวที่ลานสเก็ตน้ำแข็งว่านเซี่ยงน่ะค่ะ” น้ำเสียงของฉินรั่วราบเรียบชัดเจน “คุณซ่งนะคะ เมื่อวานดิฉันเห็นวิดีโอที่ลูกสาวคุณเล่นสเก็ตที่ลานว่านเซี่ยง อยากจะหารือกับคุณ เรื่องการฝึกสเก็ตลีลาของเด็กหญิงซูจิ่นเยว่”
สีหน้าของซ่งหมิ่นเคร่งขรึมขึ้นมา ลดเสียงโทรทัศน์ลง
“เชิญว่ามาค่ะ โค้ชฉิน”
“ดิฉันจะสรุปให้สั้น ๆ นะคะ ลูกสาวของคุณมีพรสวรรค์ดีมากมาก เนื้อเนียนในการร่อนลื่น กรอบเทคนิคการกระโดด ความยืดหยุ่นในการหมุนตัว ล้วนโดดเด่นมากในระดับอายุเท่านี้ ณ ตอนนี้สภาพการฝึกที่ลานน้ำแข็งว่านเซี่ยงยังมีข้อจำกัด ทั้งยังไม่มีการชี้แนะทางวิชาชีพอย่างเป็นระบบ ซึ่งถือเป็นการเสียของสำหรับการเติบโตของเธอในภายภาคหน้าค่ะ”
ซ่งหมิ่นไม่พูดอะไร ขมวดคิ้วเล็กน้อย
ฉินรั่วพูดต่อ “ดิฉันอยากเรียนเชิญเพื่อนร่วมชั้นซูจิ่นเยว่มาร่วมทีมสเก็ตลีลาของมณฑล เพื่อเข้ารับการฝึกฝนวิชาชีพอย่างเป็นระบบค่ะ ถ้าเธอสมัครใจ เราก็สามารถจัดให้มีการทดสอบฝีมือสักครั้ง เพื่อดูว่าเข้ากันได้ทั้งสองฝ่ายหรือไม่ และตอนนี้เพื่อนร่วมชั้นซูจิ่นเยว่ก็ผ่านการทดสอบระดับชั้นสเก็ตลีลาระดับชาติขั้นที่ 6 แล้ว มีคุณสมบัตินี้”
“ทีมมณฑล?” น้ำเสียงของซ่งหมิ่นแฝงความประหลาดใจ “เธอเพิ่งจะสิบเอ็ดขวบเองนะ”
“กีฬาสเก็ตลีลานี่ อายุสิบเอ็ดก็ไม่ถือว่ายังน้อยแล้วจริง ๆ” น้ำเสียงของฉินรั่วหนักแน่นอย่างยิ่ง “นักกีฬาอาชีพมากมายเริ่มฝึกฝนอย่างเป็นระบบตั้งแต่อายุหกเจ็ดขวบแล้วค่ะ คุณซ่งคะ ดิฉันไม่ได้กำลังวาดภาพสวยหรูให้ฟังนะคะ เพียงแต่รู้สึกว่า คนที่มีพรสวรรค์และมีความพากเพียรอย่างมาก ไม่ควรถูกกลบฝังไปเสียเปล่า”
