“อาหลี่พูดถูกแล้ว อาหารพวกนี้รสชาติดีเยี่ยมทุกอย่าง อร่อยกว่าร้านอาหารไหน ๆ ที่ผมเคยกินในเมืองหลวงเสียอีก ฝีมือของคุณมู่สมคำร่ำลือจริง ๆ” เซี่ยเฉิงหยวนเอ่ยชมจากใจ “ถ้าคุณมู่เปิดร้านทำการค้าเอง รับรองว่าต้องโด่งดังไปทั่วไห่เฉิงแน่”
มู่หวานจวินถูกชมจนแก้มค่อย ๆ แดงระเรื่อ แม้เธอจะไม่ชอบให้ใครจับตามอง แต่พอได้รับคำชม ในใจก็อดดีใจไม่ได้
เธอเอ่ยเสียงนุ่มนวลว่า “คุณเซี่ยเกรงใจเกินไปแล้ว ถ้าชอบก็ทานอีกเยอะ ๆ นะคะ”
เสิ่นซูหลี่คีบหมูสามชั้นตุ๋นสีแดงมันวาวชิ้นหนึ่งเข้าปาก รสชาติเข้มข้นนุ่มละมุน มันแต่ไม่เลี่ยน ระเบิดกระจายอยู่บนปลายลิ้น
นี่แหละรสชาติที่คุ้นเคย
รสชาติที่เธอคิดถึงมาถึงสองชาติ
ชั่วขณะนั้น เรื่องราวในอดีตผุดขึ้นมาในใจ ความขมขื่นแทบจะกลืนกินเธอทั้งคน
ชาติก่อน เธอผ่านความยากลำบากมานับไม่ถ้วนกว่าจะได้กลับมาไห่เฉิงอย่างยากเย็น แต่เพื่อนสนิททั้งสองกลับจากไปก่อนวัยอันควร…
ภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ วาบผ่านดวงตา วันนี้พวกเธอได้กลับมานั่งกินข้าวด้วยกันอย่างสงบสุขอีกครั้ง ราวกับผ่านไปคนละภพชาติ เธอจึงทะนุถนอมช่วงเวลานี้เป็นพิเศษ
เสิ่นซูหลี่รู้สึกจุกที่ลำคอ ความขมขื่นแล่นขึ้นมาจนถึงโพรงจมูก เธอรีบก้มหน้า อาศัยจังหวะตักข้าวเข้าปากกลบเกลื่อนอารมณ์ที่พลุ่งพล่านในดวงตา
ความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยนี้ยังคงถูกเซี่ยเฉิงหยวนที่คอยลอบสังเกตเธอจับได้
เขาไม่พูดเปิดโปง เพียงเฝ้าดูเธอเงียบ ๆ แล้วใช้ตะเกียบคีบอาหารคีบกุ้งผัดเปล่ายาที่เธอชอบใส่ชามให้อย่างแนบเนียน ท่าทางเป็นธรรมชาติเหมือนทำมาแล้วนับพันครั้ง
เสิ่นซูหลี่เงยหน้าขึ้นสบตาเซี่ยเฉิงหยวน แววตาของเขาเต็มไปด้วยความห่วงใยและความเข้าใจ เขาไม่ได้พูดอะไรสักคำ แต่กลับเหมือนเข้าใจทุกอย่าง
ความขมขื่นที่พลุ่งพล่านอยู่ในใจคล้ายได้รับการปลอบประโลมจนสงบลง ความอบอุ่นสายหนึ่งผุดขึ้นจากก้นบึ้งหัวใจ
ใช่แล้ว ชาตินี้ทุกอย่างไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
เธอกลับมาแล้ว เพื่อน ๆ ของเธอก็ยังสบายดี พวกเธอยังได้นั่งกินข้าวด้วยกันอย่างครึกครื้นเช่นนี้
แค่นี้ก็พอแล้ว
เธอปรับอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว พอเงยหน้าขึ้น รอยยิ้มสดใสก็กลับมาอยู่บนใบหน้า บรรยากาศบนโต๊ะอาหารยิ่งกลมเกลียวขึ้น
