หืม? เมื่อได้ยินเช่นนั้น เย่เฉินก็หยุดฝีเท้าแล้วมองไปรอบ ๆ เบื้องหน้าเขามีแผงขายของอยู่เพียงแผงเดียว เจ้าของแผงเป็นชายชราผมขาว แม้อายุจะมากแล้ว แต่ดวงตากลับเปล่งประกาย ดูก็รู้ว่าเป็นคนหลักแหลม
“มีอะไรหรือพี่?” เย่หลิงถามอย่างสงสัย
“ไม่มีอะไร พี่จะไปซื้อของสักหน่อย เจ้ารออยู่ตรงนี้นะ”
เย่หลิงพยักหน้าอย่างว่าง่าย เย่เฉินเดินไม่กี่ก้าวก็มาถึงหน้าแผงขายของ เพียงกวาดตามองก็เห็นเตาหลอมแก่นที่จิตวิญญาณศาสตราพูดถึง มันมีขนาดเพียงฝ่ามือ ทั้งยังมีสนิมเกาะเป็นหย่อม ๆ ทำให้เขาอดสงสัยในคำพูดของจิตวิญญาณศาสตราไม่ได้
“สหายน้อยอยากได้อะไรหรือ? ของที่ข้ามีล้วนเป็นของดีทั้งนั้น” ชายชราผมขาวเจ้าของแผง แม้อายุไม่น้อยแล้ว แต่กลับพูดจาฉะฉานคล่องแคล่ว
เย่เฉินมองไปรอบ ๆ แล้วหยิบเตาหลอมแก่นใบนั้นขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจนัก
“สหายน้อยช่างตาแหลมยิ่งนัก นี่คือของที่เทพโอสถแห่งยุคโบราณเคยใช้ เป็นสมบัติล้ำค่าอย่างแน่นอน หากเจ้าต้องการ ข้าจะลดราคาให้ เหลือเพียงหินวิญญาณแปดร้อยแปดสิบแปดก้อนเท่านั้น” ชายชราแนะนำเสียจนละอองน้ำลายกระเซ็นไปทั่ว โกหกหน้าตาเฉยไม่มีแม้แต่จะกระดาก
มุมปากเย่เฉินกระตุก ชายชราผู้นี้เห็นชัด ๆ ว่ากำลังหลอกเอาเงินเขา ในใจเขาด่าพ่อค้าเจ้าเล่ห์ หินวิญญาณแปดร้อยกว่าก้อนนับเป็นเงินก้อนโตทีเดียว หลายปีมานี้เขาเก็บสะสมไว้ได้เพียงพันกว่าก้อนเท่านั้น
“ของพรรค์ไหนกัน” เย่เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงดูแคลน ก่อนจะโยนเตาหลอมแก่นไปด้านข้างแล้วหยิบป้ายหยกขึ้นมาพินิจ เจ้าของแผงยิ้มเจื่อน ๆ แต่ไม่นานก็เริ่มบรรยายสรรพคุณของสิ่งที่เย่เฉินหยิบขึ้นมาอย่างกระตือรือร้นอีกครั้ง
เย่เฉินดูสิ่งของเกือบทุกชิ้นจนทั่ว ในที่สุดสายตาก็หยุดอยู่ที่สร้อยคอเส้นหนึ่งซึ่งประดับทับทิม
สร้อยคอเปล่งประกายระยิบระยับ ทั้งคุณภาพและวัสดุล้วนเป็นของชั้นดี
“เส้นนี้ราคากี่หินวิญญาณ?” เย่เฉินถาม
“สร้อยคอเส้นนี้ไม่ธรรมดา ภายในสลักค่ายกลป้องกันขนาดเล็กเอาไว้ สามารถต้านทานการโจมตีเต็มกำลังจากผู้ฝึกตนขั้นหลอมแก่นระดับสูงสุดได้ ราคาหนึ่งพันหินวิญญาณ”
“แพงเกินไป แปดร้อย”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชายชราก็ส่ายหน้ารัวราวกับกลองป๋องแป๋ง
