ชั่วขณะที่ความทรงจำของคัมภีร์วิชาหลอมรวมเข้ากับร่างกายอย่างสมบูรณ์
“ตูม!”
กระแสลมปราณที่ทรงพลังยิ่งกว่าพลันระเบิดออกจากร่างของหลินฉางชิง
คัมภีร์เทียนเซิ่งเสวียนกงทำงานโดยอัตโนมัติ พลังวิญญาณระหว่างฟ้าดินพากันหลั่งไหลเข้าหาเขาอย่างบ้าคลั่ง
รัศมีสีม่วงทองเปล่งประกายออกจากร่างของเขาอีกครั้ง
เจิดจ้ายิ่งกว่าครั้งก่อน!
อากาศโดยรอบบิดเบี้ยวเล็กน้อย พื้นดินปรากฏรอยร้าวละเอียด
เหล่าทหารบนกำแพงเมืองที่เพิ่งยืนขึ้นได้กลับถูกแรงกดดันนี้บีบให้ขาอ่อนระทวย
ตุบ
บางคนทรุดตัวคุกเข่าลงไปตรง ๆ
ครั้งนี้ไม่ใช่เพราะสำนึกบุญคุณ แต่เป็นปฏิกิริยาตามสัญชาตญาณของร่างกายที่ไม่อาจควบคุมได้เมื่อผู้ฝึกตนระดับล่างเผชิญหน้ากับการดำรงอยู่ที่สูงส่ง!
ประหนึ่งกระต่ายเห็นเสือร้าย ถึงกับหายใจเบา ๆ ไม่กล้าส่งเสียงดัง
“นี่คือผู้แข็งแกร่งที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของทวีปหรือ......”
แม่ทัพกำด้ามดาบแน่น เหงื่อเย็นบนหน้าผากไหลรินลงมาทีละหยด
เขาสัมผัสได้ว่าต่อหน้าผู้นี้ วรยุทธ์ขั้นสี่ของตนนั้นไม่ต่างจากกระดาษบางเบา อีกฝ่ายเพียงแค่ความคิดเดียวก็ส่งเขาไปเกิดใหม่ได้แล้ว
ดีที่ท่านอู่เซิ่งไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้น
ไม่กี่ลมหายใจต่อมา แรงกดดันนั้นก็ถูกเก็บกลับไป
หลินฉางชิงค่อย ๆ ลืมตาขึ้นแล้วกำหมัดแน่น
แม้จะเป็นจอมยุทธ์ขั้นอู่เซิ่งขีดสุดเช่นกัน แต่หลังจากเข้าใจและฝึกฝนคัมภีร์เทียนเซิ่งเสวียนกงแล้ว กำลังรบก็เพิ่มขึ้นอย่างน้อยสามส่วน!
อย่าได้ดูแคลนสามส่วนนี้
เมื่อมาถึงระดับอู่เซิ่งแล้ว ความแตกต่างแม้เพียงน้อยนิดก็เทียบเท่าฟ้ากับเหว
“ไม่เลว”
หลินฉางชิงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
จากนั้นเขาก็มองไปยังทหารบนกำแพงเมืองที่มีบาดแผลเต็มตัว
แทบทุกคนล้วนบาดเจ็บ
บ้างก็แขนขาดข้างหนึ่ง บ้างก็หน้าอกถูกฉีกเป็นแผลใหญ่ อีกหลายคนนอนราบกับพื้นลมหายใจรวยริน อาจดับวูบเมื่อใดก็ได้
ทั้งหมดคือผู้ที่ถูกปีศาจทำร้ายระหว่างรักษาเมืองเมื่อครู่
หลินฉางชิงยกมือขวาขึ้น โบกเบา ๆ หนึ่งครั้ง
แต่ในชั่วพริบตาถัดมา หมู่แสงละเอียดนับไม่ถ้วนร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้า
สายฝนแสงสีทองโปรยปรายจากฟากฟ้า ตกลงบนกายของทหารทุกนายบนกำแพงเมือง
“นี่...นี่คืออะไร?”
ทหารนายหนึ่งยื่นมือออกมา มองจุดแสงตกบนฝ่ามือ
แล้วดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้นทันที
บาดแผลบนแขนที่ลึกถึงกระดูก กำลังสมานขึ้นด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
เนื้อเยื่อใหม่ก่อตัวขึ้น ผิวหนังเชื่อมติดกัน แม้แต่แผลเป็นยังไม่เหลือ
“บาดแผลของข้า! บาดแผลของข้าหายแล้ว!”
เขาร้องออกมาด้วยความตื่นตระหนก
รอบ ๆ เสียงร้องอุทานอย่างประหลาดใจดังระงม
“ขาของข้า! แผลที่ขาของข้าก็หายแล้ว!”
“ปาฏิหาริย์! นี่คือปาฏิหาริย์!”
ทหารคนหนึ่งที่ถูกปีศาจงับแขนขาดไปครึ่งหนึ่ง เดิมทีได้แต่อุ้มแขนที่เหลือรอความตาย
เมื่อสายฝนแสงตกลงบนรอยแผล แผลเริ่มร้อนและคัน จากนั้นเขาก็ได้เห็นกับตาว่าแขนที่ขาดค่อย ๆ งอกขึ้นมาใหม่ทีละนิด
กระดูก เส้นเลือด กล้ามเนื้อ ผิวหนัง
แขนใหม่เอี่ยม เหมือนกับแขนเดิมของเขาไม่มีผิด
เขาลองกำหมัดดู ทั้งห้านิ้วเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่ว
“แขนของข้า......แขนของข้างอกกลับมาแล้ว!”
น้ำเสียงของเขาสั่นเครือ น้ำตาไหลร่วงทันที
สำหรับผู้ฝึกตนแล้ว การเสียแขนก็คือการกลายเป็นคนไร้ค่า แต่ตอนนี้ท่านอู่เซิ่งได้มอบชีวิตที่สองให้แก่เขา!
ณ มุมที่ไกลที่สุดของกำแพงเมือง ทหารหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งถูกกรงเล็บปีศาจทะลวงหน้าอกนอนแน่นิ่งอยู่ที่พื้น
ลมหายใจของเขาหยุดไปแล้ว
ผู้คนรอบข้างคิดว่าเขาตายแล้ว
สายฝนแสงตกลงบนร่างของเขา แสงสีทองแทรกซึมเข้าสู่บาดแผล
หนึ่งลมหายใจ
สองลมหายใจ
สามลมหายใจ
ทันใดนั้นเขาไออย่างรุนแรงครั้งหนึ่ง แล้วเด้งตัวลุกขึ้นนั่ง
หอบหายใจแรง ๆ อย่างรวดเร็ว
“ข้า......ข้ายังไม่ตายหรือ?”
เขาลูบหน้าอกตัวเองอย่างงุนงง
บาดแผลสมานสนิทไม่เหลือร่องรอยใด ๆ
หัวใจเต้นแรงอย่างมีพลังภายในอก
เขาจำได้ชัดเจนว่าตัวเองถูกกรงเล็บปีศาจแทงทะลุอก
ทหารรอบข้างตกตะลึงไปตาม ๆ กัน
จากที่บาดเจ็บสาหัสจวนตายจนกลับมามีชีวิตชีวาใช้เวลาเพียงสามลมหายใจ!
นี่ไม่ใช่ฝีมือแพทย์อีกต่อไป แต่สำหรับพวกเขาแล้วคือปาฏิหาริย์ชัด ๆ!
สายฝนแสงมิได้หยุดอยู่แค่บนกำแพง หากลอยละล่องเข้าสู่ภายในเมืองต่อ
ชาวเมืองพากันเงยหน้าขึ้น มองสายฝนแสงสีทองโปรยปราย
ชายชราขาเป๋คนหนึ่งยืนอยู่ริมถนน ฝนแสงตกลงบนร่าง
ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่าขาหายเจ็บ
ลองเดินไปสองก้าว กลับก้าวย่างได้คล่องแคล่วว่องไว
“ข้าของข้า! ขาเป๋ของข้าหายแล้ว!” เขาตื่นเต้นจนน้ำตาคนแก่ไหลริน
ทั่วทั้งอำเภอชิงสือกำลังได้รับการชำระล้างจากสายฝนแสงสีทองนี้
ผู้บาดเจ็บป่วยไข้ทุกคนหายเป็นปกติในพริบตา ผู้ที่อ่อนล้าทุกคนฟื้นคืนพละกำลัง กระทั่งต้นไม้ที่เหี่ยวเฉาริมทางยังกลับแตกยอดอ่อนในสายฝนแสง
ไม่กี่ลมหายใจต่อมา สายฝนแสงค่อย ๆ หยุดลง
บนกำแพงเมืองเงียบสงัด
จากนั้น
“ขอบพระคุณท่านอู่เซิ่งที่ช่วยชีวิต!”
ทหารนายหนึ่งคุกเข่าลง ศีรษะกระแทกพื้น
“ขอบพระคุณท่านอู่เซิ่งที่ช่วยชีวิต!”
คนที่สอง คนที่สาม คนที่สิบ คนที่ร้อย
ทหารทุกนายบนกำแพงเมืองคุกเข่าลงจนตรบ
ตามมาด้วย
ชาวเมืองนับหมื่นภายในเมืองก็คุกเข่าพร้อมกัน
“ขอบพระคุณท่านอู่เซิ่ง!”
“อู่เซิ่งจงเจริญ!”
“อู่เซิ่งทรงเมตตายิ่งใหญ่!”
เสียงโห่ร้องดุจคลื่นทะเลซัดสาด ซัดกระหน่ำเป็นระลอก ๆ
ผู้คนมากมายมีน้ำตาไหลอาบหน้า
ครั้งนี้มิใช่ความหวาดกลัวจนตัวสั่น แต่เป็นความซาบซึ้งจากก้นบึ้งของหัวใจ
หลินฉางชิงยืนบนกำแพงเมือง สีหน้าสงบราบเรียบ
“ลุกขึ้นเถิด”
ยังคงเป็นสามคำเดิม แต่ความรู้สึกของผู้คนครั้งนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว
ก่อนหน้านี้คือความยำเกรง ตอนนี้คือความภักดีสิ้นชีพ
แม่ทัพยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนมองดูหลินฉางชิง เขาผ่านศึกมาครึ่งชีวิต เห็นผู้แข็งแกร่งมานับไม่ถ้วน
แต่ไม่เคยเห็นผู้แข็งแกร่งผู้ใด ยอมสละพลังวิญญาณของตนเพื่อโปรยฝนวิญญาณลงมาให้ทหารธรรมดาและชาวบ้านเลย
พวกจอมยุทธ์ขั้นเก้าทั้งหลายที่สูงส่งเสียจนสายตามีเพียงแต่ตัวเอง ใครเลยจะมาสนใจความเป็นความตายของทหารเลว ๆ สักไม่กี่นาย?
แต่ท่านอู่เซิ่งผู้นี้กลับสนใจ
“ท่านอู่เซิ่งผู้นี้ช่างไม่เหมือนใครจริง ๆ......ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงมีนิสัยประหลาดชอบแสร้งเป็นหมูจะกินเสือ”
และในเวลานี้เอง
เบื้องไกลฝุ่นตลบคลุ้ง กองทัพหนึ่งกำลังเร่งรีบเข้ามา
บนธงทหารมีอักษรใหญ่สามตัว “สำนักปราบปีศาจ”
หลินฉางชิงจ้องมองธงทหาร ความทรงจำของร่างเดิมผุดขึ้นมาเอง
สำนักปราบปีศาจ
หน่วยงานที่ราชวงศ์อวี้ก่อตั้งขึ้นเฉพาะกิจเพื่อปราบปรามปีศาจ นับตั้งแต่เกิดปีศาจอาละวาด ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของทางการท้องถิ่น ขึ้นตรงต่อฮ่องเต้
มีสาขาย่อยสิบสี่แคว้น หนึ่งร้อยยี่สิบหกอำเภอ กระจายอยู่ทั่วทุกดินแดนของราชวงศ์
ผู้ที่เข้าสำนักปราบปีศาจได้อย่างน้อยต้องเป็นผู้ฝึกตนขั้นหนึ่ง
ผู้พิทักษ์ประจำแต่ละสาขาต้องเป็นยอดฝีมือที่มีวรยุทธ์ขั้นหกขึ้นไป
พวกเขาประจำการตลอดทั้งปีในแนวหน้าที่มีปีศาจปรากฏตัวบ่อยที่สุด ต่อสู้กับปีศาจกลางเลือด บ่อใดมีปีศาจ ที่นั่นย่อมมีธงรบของสำนักปราบปีศาจ
ในความทรงจำของร่างเดิม สำนักปราบปีศาจคือกำแพงปกป้องในใจของชาวบ้านทั่วไป......
หลินฉางชิงเก็บความคิด มองออกไปไกล ๆ
โจวเจิ้งนั่งอยู่บนหลังม้าพันธุ์ดี มองเห็นอำเภอชิงสือแต่ไกล
แล้วทั้งร่างของเขาก็ตะลึงงัน
สายฝนแสงสีทองปกคลุมทั่วทั้งเมืองราวกับเทพเจ้าสถิตย์ กระแสพลังศักดิ์สิทธิ์ที่มหาศาลจนหายใจไม่ออกแผ่ซ่านออกมาจากในเมือง
ห่างกันเพียงเท่านี้ยังทำให้ใจสั่นสะท้าน รุนแรงยิ่งกว่าตอนที่อยู่กลางสนามรบเมื่อครู่นี้เสียอีก
หากเมื่อครู่เป็นเพียงแค่สัมผัสได้ถึงไอพลังที่หลงเหลืออยู่ไกล ๆ ตอนนี้ก็คือการเผชิญหน้ากับภูเขาลูกโตเต็มตา
“จริงด้วย! เป็นอู่เซิ่งจริง ๆ!”
โจวเจิ้งตื่นเต้นจนมือที่จับบังเหียนสั่นเทา
เขาหันหลังไปตะโกนบอกทหารด้านหลังว่า “เร็วเข้า! เร็วอีก!”
“วิกฤตของอำเภอชิงสือคลี่คลายแล้ว! เป็นฝีมือของอู่เซิ่ง! ท่านอู่เซิ่งที่สังหารปีศาจขั้นหกเมื่อครู่นั้นคือผู้นี้เอง!”
ทหารทั้งหลายได้ยินดังนั้น ล้วนร่างสั่นสะท้าน
อู่เซิ่ง?!
ผู้ยิ่งใหญ่ที่มีวรยุทธ์ระดับนี้หาได้ยากนัก!
ดวงตาของพวกเขาเป็นประกายวาบขึ้นทันใด เฆี่ยนม้าหนักมือขึ้นกว่าเดิม
“ฮี้ ฮี้ ฮี้!”
ความเร็วของทั้งกองพลันเพิ่มขึ้นอีกขั้น
ในใจของโจวเจิ้งคลั่งคลุ้มราวกับทะเลล่ม
การที่ปีศาจล้อมเมืองในครั้งนี้ชัดเจนว่าเป็นการวางแผนมาก่อน กองทัพปีศาจที่เขาเผชิญเพียงด้านเดียวนั้นก็มีมากนับหมื่น
ตัวหัวหน้ายังเป็นปีศาจขั้นหก
ด้านอำเภอชิงสือถูกล้อมแน่นหนายิ่งกว่า สถานการณ์ย่อมเลวร้ายกว่า
แต่ตอนนี้เล่า?
บนกำแพงเมืองทหารยืนสง่าเป็นระเบียบ ไม่เห็นผู้บาดเจ็บแม้แต่คนเดียว
นอกกำแพงเมืองสะอาดเรียบร้อย ไร้ซากศพปีศาจแม้แต่ร่างเดียว
โจวเจิ้งยิ่งคิดก็ยิ่งตื่นเต้น หัวใจเต้นโครมคราม
จอมยุทธ์อู่เซิ่งในราชวงศ์อวี้ของพวกเขามีเพียงไม่กี่คน แต่ละคนล้วนเป็นผู้ยิ่งใหญ่สูงศักดิ์ หรือไม่ก็เป็นบรรพชนของราชวงศ์
ครั้งนี้มาที่แคว้นชิงโจวคือผู้ใดกัน? หรือว่าจะเป็นผู้อาวุโสที่ซ่อนตัวจากโลกภายนอก?
หรือจะเป็นบรรพชนต้าอวี้ในตำนานของนครหลวง?
ไม่น่าใช่ ท่านบรรพชนต้าอวู้อายุมากแล้ว ได้ยินว่าปิดด่านฝึกตนมาหลายปี
หรือจะเป็นท่านคณบดีสำนักไท่เสวีย?
ก็ไม่น่าใช่ ท่านคณบดีเพิ่งนำพาศิษย์ทั้งหลายออกแนวหน้าต่อต้านปีศาจเมื่อไม่นานนี้เอง
ในหัวของโจวเจิ้งวนเวียนผ่านจอมยุทธ์อู่เซิ่งเท่าที่นึกออกจนหมดสิ้น
แต่ไม่มีใครตรงเลยสักคน
เมื่อระยะทางใกล้เข้ามาทุกขณะ ในที่สุดเขาก็มองเห็นรูปร่างบนกำแพงเมืองชัดเจน
แล้วรูม่านตาก็หดตัวลงทันที
นั่นคือชายหนุ่มผู้หนึ่ง ผมดำตาดำ รูปร่างสูงสง่า และมีชุด......เกราะขาดรุ่งริ่ง?
โจวเจิ้งเกือบจะคิดว่าตัวเองตาฝาด
แต่นั่นชัด ๆ ว่าเป็นเกราะที่มีรูขาดหลายรู
อีกทั้งดูจากแบบ รู้ได้ทันทีว่าเป็นเครื่องแบบชั้นต่ำสุดของทหารรักษาเมือง
แม้แต่หัวหน้าหมู่เล็ก ๆ ก็ยังแต่งดีกว่านี้
แต่ทว่า ชายหนุ่มผู้สวมเกราะซอมซ่อผู้นี้ กลับยืนตระหง่านอยู่กลางอากาศ
รอบกายอบอวลด้วยไอพลังศักดิ์สิทธิ์ พลังวิญญาณแห่งฟ้าดินสะท้อนก้องเป็นเสียงเดียว
แสงสีม่วงทองเวียนวนอยู่รอบตัวเขา ราวกับเทพเจ้าลงมาจุติ
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือที่เอวของเขามีกระบี่ยาวสีเขียวหยกห้อยอยู่ ลวดลายบัวบนฝักดาบเก่าแก่ลึกลับ ชัดว่าเป็นกระบี่บินเล่มนั้นเมื่อครู่นี้!
ใจของโจวเจิ้งสั่นสะท้าน
ไม่ผิดแน่
เมื่อครู่ที่สังหารปีศาจขั้นหกด้วยกระบี่เดียว และกวาดล้างกองทัพปีศาจยาวหลายร้อยจั้ง ก็คือกระบี่เล่มนี้!
จอมยุทธ์อู่เซิ่งหนุ่มผู้นี้คือผู้ที่ลงมือ!
ทว่าเขากลับไม่ใช่จอมยุทธ์อู่เซิ่งผู้ใดที่ราชวงศ์อวี้รู้จักเลย
“หรือว่า......”
ในสมองของโจวเจิ้ง ควาทคิดหมุนเร็ว
แม้เขาจะยังไม่เคยพบเห็น แต่จากข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ความว่า ทวีปเทียนอู่มีผู้ฝึกตนบางกลุ่มที่ไม่ได้เข้าร่วมกับกองกำลังใด ๆ และทุ่มเทให้กับการแสวงหาสุดยอดแห่งวรยุทธ์เพียงอย่างเดียว
พวกเขาไม่ยุ่งเกี่ยวเรื่องราวทางโลก จะปรากฏตัวก็ต่อเมื่อถึงช่วงเวลาพิเศษบางอย่างเท่านั้น
จอมยุทธ์อู่เซิ่งหนุ่มผู้นี้......น่าจะเป็นหนึ่งในพวกเขา!
อย่าได้เห็นว่าใบหน้าอ่อนเยาว์และหล่อเหลา
อายุที่แท้จริงต้องมากกว่านี้แน่!
เมื่อบรรลุถึงขั้นอู่เซิ่งแล้ว นอกจากอายุขัยจะเพิ่มพูนขึ้นอย่างมากถึงหลายพันปี ยังสามารถชะลอความแก่ ชะลอใบหน้าให้คงความหนุ่มแน่นได้ด้วย
อายุที่แท้จริงของท่านผู้อาวุโสนี้......เกรงว่าจะมากกว่าปู่ของตนเสียอีก!
ประเดี๋ยวต่อมา
กองกำลังของสำนักปราบปีศาจก็มาถึงยังใต้กำแพงเมืองอำเภอชิงสือ
โจวเจิ้งพลิกลงจากหลังม้า การเคลื่อนไหวคล่องแคล่วฉับไว
เขาจัดแจงชุดเกราะ โค้งเอวลงลึกต่อรูปร่างบนกำแพงเมืองนั้น ประสานมือคารวะ
น้ำเสียงนอบน้อมถึงขีดสุด
“โจวเจิ้ง ผู้พิทักษ์สาขาสำนักปราบปีศาจประจำอำเภอเฉิงอันแห่งแคว้นชิงโจว ขอคารวะท่านผู้อาวุโส!”
สิ้นเสียงเขาก็คุกเข่าลงข้างหนึ่ง
ทหารสำนักปราบปีศาจด้านหลังพากันคุกเข่าลงตามอย่างพร้อมเพรียง เสียงเกราะกระทบกันดังกังวาน
“ขอขอบพระคุณท่านผู้อาวุโสที่ชักกระบี่ช่วยเหลือ!”
เสียงกึกก้องเป็นหนึ่งเดียวกัน ดังกังวานอยู่ใต้กำแพงเมือง
หลินฉางชิงก้มหน้ามองดูกลุ่มคนของสำนักปราบปีศาจนี้ สีหน้าสงบราบเรียบ
จากนั้นจึงยกมือขึ้นเล็กน้อย
“ลุกขึ้นเถิด”
พลังไร้รูปร่างอ่อนโยนกลุ่มหนึ่งพยุงร่างของโจวเจิ้งให้ลุกขึ้น
ในใจของโจวเจิ้งก็สั่นสะท้านอีกครั้ง
วิธีที่ดูเบาแต่เต็มไปด้วยน้ำหนักเช่นนี้ ชัดเจนว่าเป็นอู่เซิ่งไม่ผิดแน่!
เขาลุกขึ้นยืน สายตาอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองกระบี่ชิงเฟิงที่เอวของหลินฉางชิงอีกครั้ง
ลวดลายวิญญาณบนฝักกระบี่มีแสงอ่อน ๆ เวียนวนอยู่ มองปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่ของธรรมดา
สมกับเป็นกระบี่เล่มนี้
ในใจของโจวเจิ้งยิ่งมั่นใจในข้อสันนิษฐานของตน ท่านผู้อาวุโสนี้ต้องเป็นจอมยุทธ์อู่เซิ่งที่ทุ่มเทให้กับสุดยอดแห่งวรยุทธ์ และไม่เคยปรากฏตัวในทางโลกมาก่อนเป็นแน่!
ครั้งนี้บังเอิญมาอยู่ในเขตแคว้นชิงโจว พอดีเจอปีศาจล้อมเมือง จึงยื่นมือเข้าช่วยเหลือ!
