พอได้ยินแบบนั้น สวี่เหลยกับจางเฮ่าก็ชะงักไปชั่วขณะ
ในความทรงจำของพวกเขา ทุกครั้งที่เรื่องเกี่ยวข้องกับหลินหวั่นเอ๋อร์ ซูเจอมักจะหัวแข็งไม่ยอมฟังใครเสมอ
อย่าว่าแต่จะเป็นฝ่ายขอโทษเลย แค่ไม่หันมาแตกหักกับพวกเขาก็ถือว่าไว้หน้ากันมากแล้ว
หรือว่าครั้งนี้ซูเจอจะกลับตัวกลับใจจริง ๆ ไม่ได้หลอกพวกเขาใช่ไหม?
ซูเจอพูดต่อว่า “ก่อนหน้านี้พวกแกเตือนฉันตั้งหลายครั้ง ให้เลิกเสียเวลากับหลินหวั่นเอ๋อร์ แต่ฉันไม่ฟัง แถมยังทะเลาะกับพวกแกเพราะเรื่องนี้ตั้งหลายครั้ง”
“พอมาคิดดูตอนนี้ ฉันมันโดนน้ำมันหมูบังตาจริง ๆ ถูกผู้หญิงคนนั้นปั่นหัวจนหัวหมุนไปหมด”
สวี่เหลยกับจางเฮ่าสบตากัน
สวี่เหลยเป็นฝ่ายลองถามก่อนว่า “งั้น... ตอนนี้แกคิดได้จริง ๆ แล้วเหรอ?”
“อือ ตอนบ่ายพวกแกไม่ได้อยู่ที่ทางเดิน เลยไม่เห็นว่าฉันสวนเธอยังไง”
ซูเจอมองหวังเถาแล้วอมยิ้ม “ถ้าไม่เชื่อก็ถามเหล่าหวังได้ ว่าฉันประชดประชันด่าเธอต่อหน้าคนตั้งเยอะแค่ไหน”
“ถ้าฉันไม่ได้คิดได้จริง ๆ จะทำแบบนั้นไปทำไม?”
พอได้ยินแบบนั้น สวี่เหลยกับจางเฮ่าก็หันไปมองหวังเถา แล้วเห็นเขาพยักหน้า
สีหน้าของทั้งคู่จึงผ่อนคลายลงเล็กน้อย
แต่จางเฮ่ายังไม่ค่อยวางใจ เลยถามย้ำว่า “แล้วแกกล้ารับประกันไหมว่า ต่อไปถ้าหลินหวั่นเอ๋อร์มาหาแกอีก แกจะไม่ใจอ่อน?”
ซูเจอตอบอย่างหนักแน่นทันทีว่า “ต่อให้แกเอามีดจ่อคอฉันแล้วบังคับให้ไปคุกเข่าเลียแข้งเลียขาเธอ ฉันก็ไม่ใจอ่อนหรอก”
“ผู้หญิงห่วย ๆ แบบนั้น ไม่คุ้มค่าหรอก”
สวี่เหลยจ้องเขาอยู่หลายวินาที พอเห็นว่าไม่ได้เสแสร้งจึงพยักหน้าเบา ๆ “ได้ งั้นฉันจะเชื่อแกสักครั้ง”
จางเฮ่าพยักหน้าตาม พอเห็นเพื่อนรักกลับตัวได้ทันเวลา รอยยิ้มที่ไม่ได้เห็นมานานก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
