“บริษัทแฟงเท่เหรอ? บริษัทที่บอกว่าจะเปลี่ยนวงการแอนิเมชัน แต่สุดท้ายทำออกมาได้ห่วยแตกน่ะนะ?”
“ให้ตายสิ ฉันนึกว่าพังไปนานแล้วซะอีก!”
“ตอนนี้แทบไม่ต่างอะไรกับตายไปแล้วเลย!”
“พวกนายได้ยินหรือยัง บริษัทแฟงเท่จะบุกตลาดภาพยนตร์แอนิเมชันแล้ว ได้ข่าวว่ากำลังทำหนังฉายช่วงตรุษจีนอยู่ด้วย!”
“พวกเขาเนี่ยนะจะทำหนังตรุษจีน? ขอร้องเถอะ ใครจะยอมดูหนังห่วย ๆ ช่วงปีใหม่กัน?”
สำหรับบริษัทแฟงเท่แล้ว
ชาวเน็ตทั้งรักทั้งเกลียดเลยก็ว่าได้
ที่รักก็เพราะตอนบริษัทแฟงเท่เพิ่งก่อตั้ง คำขวัญของบริษัทคือทำแอนิเมชันด้วยใจ
พวกเขาตั้งปณิธานว่าจะสร้างผลงานสักเรื่องที่กลายเป็นความทรงจำวัยเด็กของทุกคนได้
ในเวลานั้น
อุตสาหกรรมบันเทิงในประเทศพัฒนาอย่างไม่สมดุลอย่างยิ่ง แอนิเมชันที่ได้รับความนิยมในตลาดส่วนใหญ่มาจากต่างประเทศ
อย่างเรื่อง “เทพโจรสลัด” และ “ลูกแก้วมังกร” จากประเทศซากุระ หรือ “เจ้าหมากับหนูจอมซน” จากประเทศมหาอำนาจ
ผลงานเหล่านี้ครองตลาดในประเทศทั้งหมดอยู่พักใหญ่
ทั้งที่เป็นประเทศใหญ่แท้ ๆ
แต่กลับทำได้แค่ปล่อยให้เด็ก ๆ ของตัวเองเติบโตมากับการ์ตูนต่างชาติ ใครเจอแบบนี้ก็ต้องรู้สึกแย่กันทั้งนั้น
เพราะอย่างนั้น ตอนบริษัทแฟงเท่เพิ่งปรากฏตัว จึงแบกรับความคาดหวังของผู้คนไว้ไม่น้อย
แต่ยิ่งหวังมาก ก็ยิ่งผิดหวังมาก
เมื่อบริษัทแฟงเท่ใช้เวลาหลายเดือน ก่อนจะเข็นผลงานห่วย ๆ ที่ชื่อว่า “หมีป่าป่วนเมือง” ออกมา
ชาวเน็ตก็ทนไม่ไหวกันอีกต่อไป
พล็อตแย่ ๆ กับลายเส้นหยาบ ๆ แบบนี้ ยังกล้าเรียกว่าการ์ตูนอีกเหรอ?
บริษัทแฟงเท่ถูกยกขึ้นสูงแค่ไหน ก็ยิ่งร่วงลงมาแรงเท่านั้น
จากนั้นชื่อเสียงของบริษัทแฟงเท่ก็เน่าเฟะ
เรื่องเล็กน้อยนิดเดียวก็ขึ้นเทรนด์ร้อนได้
คราวนี้ก็ไม่ต่างกัน
