“ไม่มีตัวเอกแบบนั้นอยู่จริงสักหน่อย!”
จี้ซินเจียส่ายหน้าโดยไม่รู้ตัว “เทพซูต้องล้อพวกเราเล่นแน่ ๆ!”
“เทพซูเคยล้อเล่นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?”
อวี๋เจินเกาหัว รู้สึกหนังศีรษะชาวาบ “ดูท่าจะเป็นเรื่องจริงนะ!”
“หา? เขาจะปั้นฮุยไท่หลางให้เป็น...แบบ...แบบนี้จริง ๆ เหรอ ฉันไม่รู้จะอธิบายยังไงแล้ว!”
“เทพแห่งมโนทัศน์?”
อวี๋เจินพูดขึ้นกะทันหัน “เหมือนจะเรียกแบบนั้นนะ ก่อนหน้านี้ฉันเคยได้ยินซูยวนพูดผ่าน ๆ”
“เทพแห่งมโนทัศน์หมายความว่าไง?”
“ตัวตนที่ทำได้ทุกอย่าง!”
“โห!”
จี้ซินเจียอึ้งไปเลย “แน่ใจเหรอ? งั้นเทพซูตั้งใจจะปั้นฮุย...ฮุยไท่หลางให้เป็นตัวเอกที่ทำได้ทุกอย่างงั้นเหรอ?”
จะเป็นไปได้ยังไง!
ดูจากชื่อก็รู้แล้วว่าฮุยไท่หลางเป็นตัวร้าย ถ้าปั้นตัวร้ายให้เก่งขนาดนั้น แล้วพวกแกะน้อยจะทำยังไงล่ะ?
คงไม่เก่งกว่าฮุยไท่หลางหรอกมั้ง?
“ไม่ ๆ ฉันว่าเราอย่าเดาเนื้อเรื่องกันเลยดีกว่า”
อวี๋เจินพูด “สมองของเทพซู คนธรรมดาอย่างพวกเราจะเข้าใจได้ยังไง?”
“รีบรับคนให้ครบก่อนดีกว่า พอทำแอนิเมชันเสร็จก็รู้เองว่าเป็นยังไง!”
“ใช่ ๆ รับคน ๆ!”
จี้ซินเจียตาเป็นประกาย “ดูสิว่าเทพซูมีข้อกำหนดอะไรไหม”
ทั้งสองหันกลับไปดูเอกสารอีกครั้ง
นอกจากข้อมูลแนะนำคอนเซปต์คร่าว ๆ แล้ว ที่เหลือก็เป็นข้อเสนอแนะในการรับคนทั้งนั้น
มีทั้งนักพากย์สำหรับตัวละครสำคัญ
ซูยวนยังระบุรายชื่อคนที่ต้องการ พร้อมช่องทางติดต่อไว้ด้วย
“เหมือนกับเรื่องหมีป่าป่วนเมือง ภาคหุบเขาหิมะเลยแฮะ ให้พวกเราเป็นฝ่ายติดต่อคนมาสัมภาษณ์เองเหมือนกัน”
“ทำไมล่ะ!”
อวี๋เจินสงสัย “ใช้คนที่มีอยู่แล้วไม่ได้เหรอ ทำไมพอเปลี่ยนเรื่องทีไรก็ต้องรับคนใหม่ทุกที”
