เคร้ง!
หลินเฉินเปิดประตูใหญ่ เห็นคนที่ยืนอยู่ด้านนอกคือเถ้าแก่โรงจำนำ
ในใจเขารู้สึกดูถูกเล็กน้อย
“เถ้าแก่มาว่องไวเสียจริง!” หลินเฉินก้าวเท้าออกจากประตูใหญ่ “นับจากนี้ สถานที่แห่งนี้ก็เป็นของท่านแล้ว”
เขาไม่ใช่คนดีแสนดีอะไร
ตรงกันข้าม หลินเฉินเป็นคนเจ็บแค้นฝังใจ
เขาจดจำได้ว่าในสามปีมานี้ ใครดีกับเขา ใครเลวกับเขา
เคราะห์ร้ายที่เถ้าแก่โรงจำนำในสามปีนี้หลอกลวงเขามานับครั้งไม่ถ้วน ถูกจัดอยู่ในหมู่คนเลว
“ฮ่าๆ ไม่มีอะไรแล้ว เจ้าก็ออกไปเถอะ!” เถ้าแก่โรงจำนำกล่าวขับไล่อย่างเย็นชา
หลินเฉินยิ้มเย็นชา ไม่พูดอะไรเลยสักคำ หมุนตัวจากไป
จวนแห่งนี้ใช่ว่าจะยึดไปได้ง่ายๆ
ยามเที่ยงคืน บุรุษชุดดำกลุ่มหนึ่งแอบย่องเข้าสู่จวนเก่าตระกูลหลิน
ในตอนนี้ เถ้าแก่โรงจำนำกำลังนำคนเก็บกวาดทั้งคืน
ทั้งหมดก็เพราะตอนพวกเขาทำความสะอาดห้อง พบบันทึกสมบัติแผ่นหนึ่ง
ด้านบนระบุว่า ใต้ดินจวนเก่าตระกูลหลิน ฝังสมบัติเอาไว้
นึกถึงความมั่งคั่งโอ่อ่าเมื่อครั้งตระกูลหลินรุ่งเรือง เถ้าแก่โรงจำนำจึงแน่ใจในทันทีว่าบันทึกสมบัตินั้นเป็นของจริง
ดังนั้น จึงนำคนมาขุดทั้งคืน
ลานหน้าและลานหลังถูกพวกเขาขุดไปทั่ว สกปรกเลอะเทอะ
“อ๊ะ!”
พวกบุรุษชุดดำที่บุกเข้ามานั้นไม่ระวัง ถึงกลับมีคนหล่นลงไปในนั้น
“บัดซบ! ยังจะขุดหลุมพรางอีก ไอ้เด็กนี่เจ้าเล่ห์จริง!”
“หึ! เดี๋ยวข้าจะทุบขาสองข้างของมันให้หัก!”
คนกลุ่มหนึ่งสบถพลางเดินเข้าไปในจวนเก่า
หลังค้นหาอยู่ครู่หนึ่ง ไม่เห็นเงาของหลินเฉิน
จากนั้นมีคนเห็นแสงไฟสว่างวาบที่ลานหลัง รีบล้อมเข้าไปทันที
“ผู้ใดกัน?” เถ้าแก่โรงจำนำก็ใช่จะไร้น้ำยา เป็นฝ่ายพบคนพวกนี้ก่อน
“คนเอาชีวิตของเจ้า!” บุรุษชุดดำไม่พูดพร่ำทำเพลง ชักคมอาวุธออกมาสังหาร
เถ้าแก่โรงจำนำนึกว่าคนพวกนี้มาแย่งชิงสมบัติ
พลันตะโกนก้อง “ฆ่าพวกมันเสีย ให้รางวัลอย่างงาม!”
ลูกน้องเขาล้วนมีพลั่วและเสียมในมือ ได้ยินว่ามีรางวัล ก็กวัดแกว่งเข้าปะทะเลย
“ไอ้เด็กเวร ถึงกับหาตัวช่วยมา พี่น้อง ฆ่าพวกมันให้หมด หนึ่งหัวหนึ่งร้อยเหรียญทอง”
บุรุษชุดดำที่เป็นหัวหน้าก็ไม่ยอมอ่อนข้อ โบกมือใหญ่ การต่อสู้ก็ปะทุขึ้นทันที
ท่ามกลางเสียงเคร้งคร้าง ปนเปไปด้วยเสียงร้องโหยหวน
พร้อมกับกลิ่นคาวเลือดฟุ้งกระจาย ทั้งสองฝ่ายต่างเริ่มเอาชีวิตเข้าแลก
พวกเขาไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่า หลินเฉินกำลังแบกถังน้ำมันเชื้อเพลิง เดินสาดไปทั่ว
อีกไม่กี่อึดใจ จวนเก่าตระกูลหลินก็ลุกเป็นไฟโหมไหม้
ชาวบ้านละแวกนั้นไม่ช้าก็ถูกแสงเพลิงดึงดูด มีคนร้องขอความช่วยเหลือ
“จวนเก่าตระกูลหลินไฟไหม้แล้ว!”
“ทุกคนรีบดับไฟเร็ว!”
จวนเก่าตระกูลหลินนั้นอยู่ติดกับจวนเจ้าเมือง
คืนนี้ทิศลมตะวันออกเฉียงใต้ ไฟไหม้บ้านของพวกเขา เปลวไฟก็ลามตามแรงลมแผ่ไปถึง
จวนเจ้าเมืองมีคนลาดตระเวนทั้งวันทั้งคืน เห็นไฟไหม้ ไม่นานก็ตีฆ้องดังขึ้น
ชาวเมืองชิงเฟิงทั้งเมืองต่างถูกปลุกตื่น
เจ้าเมืองฉินโกรธจนเดือดพล่าน ร้องตวาดด้วยตนเองนำคนมาดับไฟ
“พวกขยะพวกนี้ ให้ไปลอบสังหาร กลับก่อเรื่องใหญ่โตปานนี้ ช่างไร้ประโยชน์นัก!”
เขาสบถในใจ รุดไปถึงสถานที่เกิดเหตุเป็นคนแรก
เจ้าเมืองฉินกวาดสายตาคมกริบไปทั่วกองเพลิง ต้องการค้นหาร่องรอยของหลินเฉิน
เขาจะรู้ได้เยี่ยงไร ว่าหลินเฉินได้ฉวยโอกาสแทรกซึมเข้าจวนเจ้าเมืองไปแล้ว
สามปีมานี้ เขาไม่เคยละเลยที่จะแอบสังเกตจวนเจ้าเมือง
ก็เพื่อจังหวะโอกาสนี้
ในความมืด เขาดุจอสูรร้าย แทรกกายไปมาระหว่างเขาจำลองและพุ่มไม้
หลบหลีกกองลาดตระเวน มาถึงลานด้านหลัง
เรือนเก่าผุพังสะดุดตาหลังหนึ่งตั้งอยู่ไม่ไกล
ภายนอกดูราวกับเป็นเรือนร้าง
แต่หลินเฉินกลับรู้ว่า มีหน่วยลาดตระเวนหนึ่งคอยลาดตระเวนรอบพื้นที่นี้อยู่ตลอด
เพราะสองจวนอยู่ติดกัน เขาใช้เวลาสามปีแอบสังเกต
ในที่สุด ก็ยืนยันได้ว่า ที่นี่คือคลังสมบัติของจวนเจ้าเมือง
เขาอดทนรอ จนกระทั่งกองลาดตระเวนผ่านไปต่อหน้าแล้ว จึงค่อยย่องเข้าไป
บานประตูมีกุญแจ เขากวาดตามองรอบด้าน มือทั้งสองจับแม่กุญแจ ออกแรงเล็กน้อย
กริ๊ก!
แม่กุญแจถูกเขาหักออกตรงๆ
หลินเฉินถอดกุญแจประตูอย่างเบามือ ผลักประตูเรือน แทรกตัวเข้าไปข้างในในพริบตา
แล้วค่อยๆ ประกอบประตูเรือนกลับดังเดิม
ในความมืด เขาหยุดอยู่กับที่รออยู่ครู่หนึ่ง จนสายตาปรับชินกับความมืด จึงเริ่มสำรวจภายในเรือน
สิ่งที่ทำให้เขาแปลกใจคือ ภายนอกเรือนนี้ดูทรุดโทรม แต่ภายในกลับมีอีกโลกหนึ่ง
ตกแต่งอย่างหรูหรา สะอาดสว่าง
น่าจะมีคนอยู่อาศัยเป็นประจำ
หลินเฉินไม่กล้าชักช้า เริ่มรื้อค้นในเรือน
ราบรื่นเกินกว่าที่จะคิด เขาพบประตูลับอยู่บนผนังด้านหนึ่ง
เปิดประตูลับ เป็นบันไดที่ทอดลงไป
“นึกไม่ถึงว่าจะซ่อนไว้ใต้ดิน!”
หลินเฉินก้าวเดินลงบันได ในพริบตาก็มีแสงสว่าง พอเดินผ่านฉากกั้นไป แสงสีทองก็ส่องประกาย
“ไอ้เฒ่านี่ขูดรีดสมบัติเอาไว้มากมายปานนี้หรือ?!”
ในห้องลับมีไข่มุกส่องสว่างวางอยู่ สว่างประดุจกลางวันแสกๆ
ภายในกองสุมไปด้วยทองคำเงินตราอัญมณีนานาชนิด ไข่มุกหยกเครื่องแก้ว อาวุธเกราะ...
หีบไม้ใหญ่ขนาดหนึ่งศอก มีเต็มถึงยี่สิบกว่าใบ
ประเมินคร่าวๆ สมบัติทองคำเงินตราอัญมณีที่กองอยู่นี้ มีมูลค่ามากถึงกว่าสิบล้านเหรียญทอง
“ระบบ สมบัติที่นี่กลืนกินให้หมด จะทำให้ข้าเพิ่มระดับฝึกฝนได้พันปีหรือไม่?”
ตาของหลินเฉินเป็นประกายสดใส น้ำลายแทบจะไหล
【ท่านเจ้าบ้าน อย่าฝันกลางวัน ท่านถึงขั้นสุดยอดของขั้นฝึกร่างกายแล้ว หากต้องการเพิ่มระดับฝึกฝนต่อไป ต้องใช้หินวิญญาณ】
“เช่นนั้นเหรียญทองมากมายเท่านี้ยังจะมีประโยชน์อันใดอีก?” หลินเฉินรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง
ระบบไม่มีเสียงตอบ
หลินเฉินมองสมบัติทองคำอัญมณีนี้อีกครา พลันรู้สึกเฉยชาไร้อารมณ์
“นี่คืออะไร?”
ในขณะที่เขากำลังจะจุดไฟเผาที่นี่เสีย ทันใดนั้นก็เห็นกล่องเหล็กใบหนึ่งวางอยู่ที่มุม
หากไม่ใช่เพราะกล่องนี้เหมือนกันกับกล่องที่ตนพกติดตัวไม่มีผิด เขาคงไม่สังเกตดู
หลินเฉินรู้สึกประหลาดใจ ก้าวเข้าไปในทันที หยิบกล่องนั้นขึ้นมา
กริ๊ก!
กล่องเหล็กเปิดออก พลันแสงแวววาวส่องประกาย
ภายในวางก้อนหินขนาดหัวแม่มือสิบก้อน
ก้อนหินนั้นประดุจแก้ว ภายในมีสิ่งคล้ายปุยสำลีไหลวนอย่างเชื่องช้า
“นี่คือหินวิญญาณหรือ?”
ใจของหลินเฉินเต้นระทึก “ระบบ แลกเปลี่ยนระดับฝึกฝนสิบปี”
【ท่านเจ้าบ้าน ฝึกร่างกายถึงขั้นสุดยอด เข้าใจวิถีฝึกตนวิถีสุดขั้ว】
【น้ำมาถึงคูก็เป็นเอง ดูดซับปราณสู่ร่างสำเร็จ ขั้นรวมลมปราณสำเร็จ】
หลินเฉินทะลวงขอบเขตแล้ว
ขั้นรวมลมปราณชั้นที่หนึ่ง!
เขาสัมผัสได้เพียงว่ามีกระแสไอเย็นเยือกสายหนึ่ง ซึมผ่านรูขุมขนทั่วร่างเข้าสู่ผิวหนัง ไหลรวมสู่เส้นชีพจร ค่อยๆ รวบรวม
เพียงชั่วครู่เดียว ก็รวมตัวก่อเกิดเส้นปราณขึ้นภายในร่าง
คนทั้งร่างรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลง
หูตาสว่างชัด รับรู้ถึงรายละเอียด แม้แต่เสียงไต่ของมดก็ยังได้ยิน
“นี่คือความรู้สึกของขั้นรวมลมปราณหรือ?” บนใบหน้าหลินเฉินเผยรอยยิ้ม
เส้นปราณหมุนเวียน ทั่วร่างปลอดโปร่ง
“ระบบ วิถีฝึกตนวิถีสุดขั้วคืออะไร? หรือว่าเพื่อปลอบขวัญข้าที่มีรากจิตวิญญาณขยะ ถึงได้ทำเรื่องนี้ขึ้นมา?”
เมื่อเทียบกับการทะลวงขอบเขตแล้ว เขาสนใจเรื่องนี้มากกว่า
【ท่านเจ้าบ้าน รากจิตวิญญาณธาตุทั้งห้าไม่ใช่รากจิตวิญญาณขยะอย่างที่ลือกัน มันคือพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการฝึกวิถีสุดขั้ว】
【ในยุคบรรพกาล กลิ่นอายจิตวิญญาณอุดมสมบูรณ์ ทรัพยากรเพียงพอ สิ่งมีชีวิตในกำเนิดเดิมแข็งแกร่ง ไม่ต้องกังวลข้อจำกัดของอายุขัย ในยุคนั้นทุกคนฝึกวิถีสุดขั้ว รากจิตวิญญาณธาตุทั้งห้าต่างหากที่เป็นกระแสหลัก】
【เมื่อเวลาผ่านไป กลิ่นอายจิตวิญญาณและทรัพยากรถูกใช้ไปอย่างมาก ส่งผลให้กำเนิดเดิมบกพร่อง อายุขัยลดลงอย่างรวดเร็ว จึงเริ่มผลักดันให้รากจิตวิญญาณเดี่ยวเป็นที่สุด】
【ท่านลองนึกภาพรากจิตวิญญาณเดี่ยวเป็นหลุมบ่อเล็กๆ ที่ใช้ท่อน้ำขนาดเท่าท่อนแขนสูบน้ำเข้าไป ย่อมเต็มไวโดยธรรมชาติ】
【ส่วนรากจิตวิญญาณธาตุทั้งห้าคืออ่างเก็บน้ำใหญ่ ใช้ท่อน้ำขนาดเท่านิ้วมือเติมน้ำเข้าไป ย่อมเชื่องช้า ถึงขั้นกว่าอายุขัยจะสิ้นสุด ก็ยังเติมไม่เต็ม】
【ฝึกฝนช้า แต่พื้นฐานมั่นคงลึกซึ้ง เป็นรากฐานแห่งวิถีอันสูงส่งไร้เทียมทาน】
เมื่อได้ยินคำอธิบายนี้ หลินเฉินพยักหน้าช้าๆ อุปมาอุปไมยของระบบนั้นเหมาะเจาะและเข้าใจง่าย
【สิ่งที่เรียกว่าวิถีสุดขั้ว ก็คือการฝึกฝนทุกระดับขอบเขตให้ถึงขั้นสุดยอด ทั้งกาย ระดับฝึกฝน และจิตวิญญาณล้วนสามารถเป็นได้】
【ในขอบเขตเดียวกันไร้ผู้เทียมทาน ข้ามขอบเขตก็สามารถสังหาร】
ถึงตอนนี้ หลินเฉินก็เข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว
ผู้อื่นมีรากจิตวิญญาณทั้งห้า นั่นคือตัวถ่วง เพราะต้องอาศัยกาลเวลานับอนันต์ในการขัดเกลา ถึงจะสำแดงผลลัพธ์
มนุษย์อายุขัยสั้นเพียงร้อยปี จะทนไปถึงตอนนั้นได้อย่างไร
แต่เขามีระบบ สามารถแลกเปลี่ยนเวลาในการฝึกฝน ทำการฝึกวิถีสุดขั้วได้อย่างง่ายดาย
คิดได้ดังนี้ เขาก็เกิดความคิดแวบขึ้น
หลินเฉินหยิบกล่องเหล็กที่เหมือนกันไม่มีผิดซึ่งบิดามารดาทิ้งไว้ให้ออกมา
กริ๊ก!
เปิดฝากล่อง นำถุงผ้าเล็กข้างในออกมา
ขับเคลื่อนระดับฝึกฝน พลังวิญญาณสายหนึ่งก่อตัวขึ้น ถุงผ้าเล็กถึงกับส่งเสียงดังผลัวะ
สติสัมปชัญญะของเขารีบหยั่งรู้ว่า ภายในถุงผ้าเล็กมีมิติ
“เป็นถุงเก็บของจริงๆ มิติขนาดสิบศอกหรือ?!”
ในใจหลินเฉินเปี่ยมไปด้วยความยินดี เขามองสมบัติทองคำอัญมณีตรงหน้า ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
เก็บๆๆ!
ต่อให้ตนใช้ประโยชน์ไม่ได้ ก็ไม่อาจเก็บไว้ให้เจ้าเมืองฉินนั่นได้
“ผู้ใดอยู่ในนั้น?”
ในขณะนี้ จากด้านนอกมีเสียงร้องเรียกดังขึ้น ยิ่งกว่านั้นยังมีคบเพลิงส่องสว่างที่ปากบันได