ปลายสายเสียงดังอึกทึก เหมือนอยู่ที่แผงข้าวราดแกงกลางแจ้ง
【ไม่...เป็นหวัด...】
เสียงของเจียงฉงปลายสายอู้อี้เล็กน้อย จมหายไปในบรรยากาศคึกคักของถนนยามค่ำคืน
แต่สวี่จิ้งได้ยินชัดเจน
“อืม นายไม่ได้แค่ร้องไห้ ยังดื่มเหล้าคลายเหงาอยู่คนเดียวด้วย”
เขาวางกุญแจไว้ ปิดประตู แล้วนั่งลงบนเก้าอี้ ตั้งใจฟังเรื่องกลุ้มใจของเพื่อนสนิท
“เล่ามาสิ เพิ่งไม่ได้คุยกันไม่กี่วันเอง เกิดอะไรขึ้น”
เจียงฉงเงียบไปครู่หนึ่ง แต่ความกระวนกระวายกับความอึดอัดก็ทำให้เขาตัดสินใจเปิดปาก
【ฉัน...รู้สึกไม่มีความมั่นใจที่จะหางานแล้ว】
อืม...
ถ้าเป็นเจ้าของร่างเดิม คงไม่เข้าใจว่าทำไม
เจียงฉงเรียนเก่ง แถมมีประสบการณ์ชีวิตมาก ตามหลักแล้วการเข้าบริษัทใหญ่ก็น่าจะเป็นเรื่องง่ายดาย ถ้าแม้แต่เขายังหมดความมั่นใจ แล้วเพื่อนร่วมรุ่นคนอื่นจะยิ่งแย่กว่าไม่ใช่หรือ
แต่สวี่จิ้งในตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว
เขามีประสบการณ์ชีวิตมาหลายสิบปี จึงเข้าใจเหตุผลเป็นอย่างดี
เมืองเอสใหญ่เกินไป
ในฐานะเมืองระดับแนวหน้าของหัวเซีย การจะเข้าไปทำงานในบริษัทใหญ่และยืนหยัดอยู่ในเมืองนั้นได้ แค่มีวุฒิการศึกษายังไม่พอ ยิ่งตำแหน่งที่เจียงฉงอยากสมัครเป็นตำแหน่งบริหารด้วยแล้ว
สิ่งที่บริษัทเหล่านั้นต้องการยิ่งกว่าคือ “ภูมิหลัง” ของพนักงาน
เด็กจากครอบครัวธรรมดากับคนท้องถิ่นที่มีทรัพยากรหนุนหลังมากมาย หรือไม่ก็ลูกหลานขุนนาง ช่องว่างระหว่างคนสองกลุ่มนี้แทบจะต่างกันราวฟ้ากับเหว
เจียงฉงเป็นคนทะเยอทะยาน จะให้เขาเข้าไปทำงานในบริษัทเล็ก ๆ ห่วย ๆ พวกนั้นก็ย่อมทำได้ แต่เขาจะยอมรับได้หรือ
“...สมัครไปกี่บริษัทแล้ว”
