ซ่งหว่านสูดหายใจลึก สีหน้าฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า “ต่างคนต่างมีความลำบากใจ ซุนอี๋เหนียงไม่มีเสบียงอาหารในบ้าน ส่วนครอบครัวของข้ากลับถูกผู้อื่นหมายปองทรัพย์สิน”
“บิดาของข้าก็จนปัญญา จึงส่งข้าไปให้ผู้อื่น”
“เดิมทีข้าก็ไม่อยากเป็นอนุ แต่ชีวิตคนเรากลับไม่แน่นอน”
หลินลู่จิบชา พลางมองซ่งหว่าน ในใจกระจ่างแจ้ง
ด้วยฐานะบุตรสาวพ่อค้าวาณิชของซ่งหว่าน หากต้องการเป็นภรรยาเอก ย่อมทำได้อย่างแน่นอน เช่น แต่งกับบัณฑิตซิ่วไฉ หรือเป็นภรรยาเอกของครอบครัวพ่อค้าวาณิชด้วยกัน
แต่ไม่อาจเป็นภรรยาเอกของชนชั้นสูงได้โดยตรง
ดังนั้นจึงต้องเข้าจวนผู้สูงศักดิ์ก่อน แล้วค่อยหาหนทางขึ้นเป็นภรรยาเอก
ส่วนเรื่องที่บิดาส่งนางให้ผู้อื่น ก็เป็นแผนการของซ่งหว่านเอง นางตั้งใจไปเลือกคนที่เหมาะสมในงานเลี้ยง
และกู้หลานจือก็คือเป้าหมายที่นางเลือกไว้
ทั้งหนุ่มแน่นรูปงาม เป็นทายาทจวนโหว และจะได้เป็นโหวในวันหน้า
ดังนั้นตั้งแต่แรก การมีอยู่ของเจ้าของร่างเดิมก็มีไว้เพื่อถูกโค่นลง
เพื่อสละตำแหน่งภรรยาเอก
ทั้งยั่วยุ ยุแยง ลดตัวทำตัวอ่อนน้อม แสร้งเป็นผู้บริสุทธิ์…
ทั้งหมดก็เพื่อปลุกเร้าความคิดร้ายในใจเจ้าของร่างเดิม ให้กระทำเรื่องโง่เขลา
เจ้าของร่างเดิมพ่ายแพ้ไปก็ไม่แปลก
อย่างไรเสีย คนที่ทะเยอทะยานแรงกล้าเช่นนี้ คนทั่วไปคงหาได้ยาก
หลินลู่วางถ้วยชา ยิ้มบาง ๆ แล้วกล่าวว่า “ในเมื่อเข้ามาอยู่ในจวนโหวแล้ว ก็จงปรนนิบัติซื่อจื่อให้ดี”
นางมองหน้าท้องของซ่งหว่าน “ให้กำเนิดบุตรแก่ซื่อจื่อสักคน เจ้าก็จะกลายเป็นคนของจวนโหวจงหย่งอย่างสมบูรณ์”
“ต่อให้ครอบครัวเดิมของเจ้ามีเรื่องใด คนอื่นก็ยังเห็นแก่หน้าจวนโหว ไม่กล้าผลีผลาม”
ซ่งหว่านเห็นนางจ้องหน้าท้องตนไม่วางตา ร่างกายก็พลันชาวาบ
นางอดกล่าวไม่ได้ว่า “ฮูหยินยังไม่มีบุตร อนุจะให้กำเนิดบุตรได้อย่างไร”
“ไม่เป็นไร…” หลินลู่ถอนหายใจ “ใต้เข่าซื่อจื่อยังไม่มีบุตรแม้แต่คนเดียว ทั้งฮูหยินผู้เฒ่าและฮูหยินต่างก็อยากเห็นทายาทรุ่นต่อไป”
โดยทั่วไปตระกูลผู้สูงศักดิ์มักรอให้ภรรยาเอกมีบุตรก่อน จึงจะยอมให้อนุตั้งครรภ์
ไม่ยอมให้มีบุตรก่อนแต่งภรรยา
เพื่อให้แน่ใจว่าบุตรจากภรรยาเอกเป็นบุตรชายคนโตโดยชอบธรรม
เมื่อเห็นหลินลู่ไม่ใส่ใจแม้กระทั่งเรื่องบุตรชายคนโตโดยชอบธรรม ซ่งหว่านก็รู้สึกว่าต้องมีแผนการบางอย่าง
ยิ่งเห็นนางมองหน้าท้องของตน ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นในใจอย่างน่าสะพรึง
หรือว่า…
สตรีผู้สูงศักดิ์ผู้นี้จะมีบุตรไม่ได้
จึงคิดจะเก็บลูกไว้แต่กำจัดแม่?
ไม่มีทาง!
หลินลู่ผู้นี้ไม่ได้ใจดีอย่างที่เห็นภายนอก
ก็จริง สตรีที่เกิดในตระกูลผู้สูงศักดิ์ จะมีใจกุศลได้อย่างไร
ซ่งหว่านตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ยอมให้ฝ่ายนั้นเก็บลูกไว้แต่กำจัดแม่ นางจะยังตั้งครรภ์ไม่ได้ในช่วงนี้
ในเมื่อฮูหยินเอกผู้นี้คิดจะเก็บลูกไว้แต่กำจัดแม่ ก็อย่ามาโทษนางแล้วกัน
บุตรของนางต้องไม่ถูกผู้อื่นแย่งไป นางจะไม่ยอมพรากจากลูกเด็ดขาด
ซ่งหว่านถอนหายใจ “ฮูหยิน ตอนข้ายังเด็กเคยตกน้ำ ร่างกายจึงเย็นชื้น หมอบอกว่าตั้งครรภ์ได้ยาก”
“ไยจึงเป็นเช่นนี้ไปได้” หลินลู่ถอนหายใจอีกครั้ง
“ซื่อจื่อรักใคร่เจ้ายิ่งนัก แต่ความรักนี้จะยืนยาวสักเพียงใดเล่า ยังต้องมีบุตรไว้พึ่งพิงด้วย” หลินลู่แสดงสีหน้าจริงใจ
ซ่งหว่านกระตุกมุมปาก ชั่วขณะหนึ่งไม่รู้จะกล่าวอย่างไร
นางถึงกับไม่รู้ว่าอีกฝ่ายหวังดีต่อนางจริง ๆ หรือกำลังเสียดสีว่านางจะไม่ได้รับความรักยืนยาว
“อนุขอบคุณฮูหยิน”
“ซื่อจื่อรักใคร่ข้า เอ็นดูข้า แต่ข้ากลับตั้งครรภ์ได้ยาก ช่างละอายต่อความรักของซื่อจื่อนัก”
ขณะกล่าว ซ่งหว่านยกมือขึ้น ปลายนิ้วขาวดุจต้นหอมลูบปิ่นหยกมรกตฉลุลายดอกไม้ที่ปักอยู่บนมวยผม
“แม้อนุจะเกิดในครอบครัวพ่อค้าวาณิช ก็ยังไม่เคยเห็นปิ่นงามหรูหราเช่นนี้มาก่อน ไม่คิดเลยว่าซื่อจื่อจะมอบของล้ำค่าเช่นนี้ให้อนุ อนุรับไว้แล้วไม่อาจทำใจสงบได้จริง ๆ”
สายตาของทุกคนหยุดอยู่ที่ปิ่นหยกมรกตฉลุลายดอกไม้เล่มนั้น นั่นเป็นของที่ซื่อจื่อมอบให้นาง…
อนุผู้ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงผู้นี้ ถึงกับมาแสดงตัวต่อหน้าภรรยาเอก จงใจยั่วโทสะกันชัด ๆ
ซ่งหว่านกล่าวไปพลาง ลอบสังเกตสีหน้าของหลินลู่
หลินลู่มองปิ่นอย่างสงบนิ่ง ก่อนพยักหน้ากล่าวว่า “ปิ่นนี้เหมาะกับเจ้ายิ่งนัก ในเมื่อเป็นของที่ซื่อจื่อมอบให้ ก็จงรับไว้เถิด”
“ซื่อจื่อมีงานราชการยุ่งรัดตัว หากได้พักผ่อนคลายใจที่เรือนของเจ้า เจ้าก็นับว่ามีความดีความชอบ”
“แม่นมจาง ไปนำกำไลหยกมรกตคู่หนึ่งจากห้องเก็บสมบัติของข้ามา จะได้เข้ากับปิ่นบนศีรษะของอี๋เหนียงซ่ง”
แม่นมจางรับคำแล้วคำนับ ก่อนออกไปจัดการทันที
สีหน้าซ่งหว่านแข็งค้างเล็กน้อย มือที่ลูบปิ่นก็ลดลง นางกล่าวอย่างกระวนกระวายว่า “อนุ…อนุมิบังอาจรับของของฮูหยิน”
ซ่งหว่านไม่ได้เห็นกำไลหยกมรกตเป็นของล้ำค่า นางมีเป้าหมายที่สำคัญกว่านั้น จึงไม่คิดละโมบผลประโยชน์ชั่วคราว
หลินลู่ให้รางวัลนางราวกับเป็นบ่าวไพร่ ดูท่าจะไม่เคยมองนางในฐานะที่เท่าเทียมกัน
เหตุใดอีกฝ่ายจึงตอบสนองเช่นนี้เล่า?
ซ่งหว่านรู้สึกว่าคนผู้นี้รับมือยาก
แม่นมจางถือกล่องงดงามออกมา เปิดให้หลินลู่ดู ภายในเป็นกำไลคู่หนึ่งที่เนื้อหยกใสเนียนอย่างยิ่ง
หลินลู่พยักหน้า แม่นมจางจึงนำของไปวางตรงหน้าซ่งหว่าน
ซ่งหว่านมองกำไล ทั้งที่ตนเป็นฝ่ายรับของแท้ ๆ แต่เหตุใดในใจจึงอึดอัดนัก
ช่างทรมานเหลือเกิน
“รับไว้เถิด ช่วงหลายวันนี้เจ้าลำบากแล้ว” หลินลู่กล่าวพร้อมรอยยิ้ม
“อนุรับไว้ไม่ได้” ซ่งหว่านปฏิเสธ
สีหน้าหลินลู่พลันหม่นลง “อย่างไร ดูแคลนของของข้าหรือ?”
คำกล่าวหาหนักหน่วงเช่นนี้ถูกโยนลงมา หากยังปฏิเสธไม่รับในยามนี้ ก็จะกลายเป็นคนไม่รู้จักกาลเทศะ
แต่เป้าหมายของซ่งหว่านคือยั่วโทสะอีกฝ่าย นางจึงแสร้งทำท่าหวาดกลัว “...อนุมิบังอาจรับไว้ จะรับได้หรือไม่ อนุต้องถามซื่อจื่อก่อน”
หลินลู่มองซ่งหว่าน เมื่อไม่รับก็ช่างเถิด
“บัดนี้ข้าเชื่อแล้วว่า บิดาของเจ้าส่งเจ้ามาให้ผู้อื่นราวกับสิ่งของ ครอบครัวเจ้าก็เป็นพ่อค้าวาณิช เหตุใดแม้แต่ของเล็กน้อยยังไม่กล้ารับ”
“ช่างคับแคบเสียจริง…”
น้ำเสียงของหลินลู่แผ่วเบา ทว่าผู้ใดก็ฟังออกถึงความดูแคลนเหยียดหยาม
ใบหน้าซ่งหว่านแดงก่ำ หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงให้เห็นชัด
“อนุด้อยกว่าฮูหยินที่พบเห็นโลกมามาก” ซ่งหว่านกัดฟันกล่าว
ซ่งหว่านคิดไว้แล้วว่า ค่ำนี้จะไปฟ้องกู้หลานจือให้ระแวงหลินลู่
กล่าวกับหลินลู่ทีไร ไม่มีคำใดที่นางอยากฟังเลย
ศัตรูไม่สะทกสะท้าน นั่นก็คือความพ่ายแพ้
ซ่งหว่านกัดฟัน ก่อนจะลุกขึ้นยืน แล้วทรุดเข่าลงกับพื้นดังตุบ นางเริ่มร้องไห้ฟูมฟาย น้ำเสียงสะอึกสะอื้น
“ฮูหยิน อนุรู้ว่าท่านไม่ชอบอนุ แต่อนุรักซื่อจื่อจริง ๆ ชาตินี้ปรารถนาจะอยู่เคียงคู่รักใคร่กับซื่อจื่อ”
การกระทำกะทันหันของนางทำให้ทุกคนตั้งตัวไม่ทัน ต่างมองซ่งหว่านที่แสดงละครเกินจริงราวกับกำลังขึ้นเวที
“อุ๊ย เหตุใดถึงคุกเข่าลงไปเล่า” หลินลู่เองก็แสดงท่าทางเกินจริง ลุกขึ้นไปประคองซ่งหว่าน
“ข้ารู้ถึงน้ำใจของเจ้า ซื่อจื่อสง่างามโดดเด่น ประหนึ่งเซียนบนสรวงสวรรค์ หาได้ยากยิ่ง”
“มิใช่แค่เจ้า สตรีทุกคนในเรือนหลังต่างหลงใหลซื่อจื่อ หวังจะได้อยู่เคียงข้างซื่อจื่อไปชั่วชีวิต”
หลินลู่จับแขนซ่งหว่าน ประคองนางให้ลุกขึ้น “อย่าเอาแต่คุกเข่าโดยไม่จำเป็น ทำให้ตนเองต่ำต้อยเปล่า ๆ หากซื่อจื่อรู้เข้าคงปวดใจ”
ซ่งหว่านมองฮูหยินซื่อจื่อจากระยะใกล้ แววตาของนางสงบนิ่งไร้ระลอก ลึกล้ำ และไร้ความอบอุ่น…
หัวใจซ่งหว่านพลันจมดิ่ง เดิมทีคิดว่านางเป็นคุณหนูใหญ่ผู้สูงศักดิ์ที่ทะนงตน ไม่คาดเลยว่าจะมีจิตใจลึกล้ำถึงเพียงนี้
ซ่งหว่านรู้สึกว่าตำแหน่งภรรยาเอกดูเหมือนอยู่ใกล้เพียงก้าวเดียว ทว่ากลับห่างไกลเหลือเกิน
แต่เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว นางกับกู้หลานจือก็ลงเอยกันไปแล้ว
จะเปลี่ยนเป้าหมายเป็นคนอื่นย่อมไม่ง่ายอีกต่อไป
ความพยายามที่ทุ่มเทให้กู้หลานจือก็จะสูญเปล่า