เมื่อได้ยินซูชิงเสวี่ยพูดเช่นนั้น
ซูฉางเหอก็เชื่อคำพูดของซูชิงเสวี่ยไปแล้วเกินครึ่ง
ชั่วพริบตา ร่างกายของเขาสั่นเทิ้มเล็กน้อย
มิใช่เพราะความกลัว!
แต่เป็นเพราะความตื่นเต้น!
ไม่ถึงครึ่งเดือน ก็สามารถทำให้คนไร้ค่าที่ชีพจรยุทธ์ตีบตันโดยกำเนิด กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญที่สามารถสังหารปีศาจขั้นควบคุมปราณได้
นี่คือวิชาเช่นไรที่ฝ่าฝืนสรวงสวรรค์ถึงเพียงนี้?
หากสิ่งนี้ตกอยู่ในมือของตระกูลซูเขา แล้วมันจะมิยิ่งใหญ่ไปไหน?
ถึงเวลานั้น อย่าว่าแต่อำเภอไป๋หยุนเล็ก ๆ แม้แต่ใต้หล้าทั้งใบ ตระกูลซูของเขาก็มิได้หมายมั่นปั้นมือเชียวหรือ?
ซูฉางเหอยิ่งคิดก็ยิ่งตื่นเต้น ไม่กล้าคิดต่อไปอีกเลย
เพราะเช่นนั้น จู่ ๆ เขาก็เริ่มเข้าใจซูชิงเสวี่ยขึ้นมาบ้าง
หากสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความจริง
แม้แต่เขาก็ยังใจสั่นไหว!
คิดได้ดังนั้น ซูฉางเหอก็พลันจ้องไปทางซูชิงเสวี่ยแล้วเอ่ยขึ้นว่า “เรื่องใหญ่โตเพียงนี้ เหตุใดเจ้าไม่รายงานให้ข้าทราบแต่เนิ่น ๆ?”
หากซูชิงเสวี่ยรายงานแต่เนิ่น ๆ เช่นนั้นเรื่องเช่นนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น
เพราะว่า เขาจะลงมือด้วยตัวเอง
ซูชิงเสวี่ยสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วเอ่ยว่า “เดิมทีลูกคิดจะรายงานแล้ว เพียงแต่ตอนนั้นยังไม่กล้ายืนยัน จึงเกรงว่าจะทำให้ท่านพ่อผิดหวัง ก็เลยไม่ทันรายงานให้ทราบ กระทั่งตอนนี้ยืนยันได้แล้ว... ก็สายเกินไปเสียแล้ว...”
ซูชิงเสวี่ยพูดไป ก็รู้สึกผิดไปด้วย แต่ก็โกรธเคืองไปด้วย โกรธเคืองสวี่เย่ผู้เป็นต้นเหตุ
ซูอวี่ก็เป็นน้องชายที่นางรักใคร่เช่นกัน
ซูอวี่ถูกสังหาร ความโกรธของนางก็มิได้ด้อยไปกว่าซูฉางเหอ
และในเวลานี้ ซูฉางเหอสงบใจลงได้แล้ว
เขาค่อย ๆ นั่งลง แล้วเอ่ยขึ้นว่า “หากเรื่องนี้เป็นความจริง เช่นนั้นเรื่องนี้ยังไม่ควรลือลั่นออกไป ไม่อย่างนั้นผลประโยชน์เช่นนี้ก็คงไม่ตกมาอยู่ในมือตระกูลซูของข้า”
