เดินตามหลังนกกระจอกปีศาจมาได้ระยะหนึ่ง ม่อฝานก็เริ่มเข้าใจในที่สุดว่าทำไมอีกฝ่ายถึงได้ชื่อว่า “เจี๊ยวจ๊อ” อันเป็นเอกลักษณ์เช่นนี้
เพราะตลอดทางที่เดินมา สองหูของเขาแทบไม่ได้พักผ่อนเลยสักวินาที ที่สำคัญคือคำพูดของเจี๊ยวจ๊อนั้นช่างสับสนวุ่นวายไม่รู้จักจับประเด็น เรียกได้ว่าเป็นน้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรงจริงๆ
“เออ ใช่ แล้วไอ้หลาย เจ้ารู้หรือไม่ว่านามอันยิ่งใหญ่ของพี่ใหญ่คืออะไร?” เจี๊ยวจ๊อถามขึ้นกระทันหัน
“พี่ครับ นี่เป็นครั้งที่สามแล้วที่พี่ถามคำถามนี้……”
ม่อฝานกล้ามเนื้อบนใบหน้ากระตุกเล็กน้อย พลางรู้สึกหมดคำพูดเป็นอย่างมาก
ในสายตาของเขา เจี๊ยวจ๊อนี้เปรียบได้กับพระถังซำจั๋งในกล่องเดือน ช่างพูดจ้อไม่หยุดจริงๆ
“เอ่อ ใช่หรือ ข้านึกไม่ออกแล้ว แต่ไม่เป็นไร เจ้าจำชื่อใหญ่ของพี่อีกรอบหนึ่งก็แล้วกัน!”
นกกระจอกน้อยบนไหล่ของม่อฝานเอียงหัวเล็กน้อย ยกปีกข้างหนึ่งขึ้น ทำหน้าตาเย่อหยิ่งยโสแล้วเอ่ยขึ้นว่า “จำไว้ให้ดี ข้าชื่อ เจี๊ยวจ๊อ! เป็นชื่อที่ท่านปู่จ้าวปีศาจตั้งให้เมื่อครั้งอดีต ท่านปู่จ้าวปีศาจกล่าวว่าข้าคือผู้ที่พูดได้มากที่สุดบนภูเขาดำลมนี้ จึงได้ตั้งชื่ออันไพเราะเป็นที่สุดนี้ให้”
“เจ้ากำหนดจำไว้ให้ดีหรือยัง!”
ม่อฝานฝืนข่มความต้องการที่จะคว้าตัวนกกระจอกน้อยนี่ไปฟาดให้สักหลายที ยิ้มบางๆ พลางตอบว่า “จำได้แล้ว เจี๊ยวจ๊อ”
“อืม เข้าท่า เข้าท่า!”
“เอ่อ เมื่อกี้ข้าพูดถึงตรงไหนแล้ว?”
เจี๊ยวจ๊อเอียงหัวขึ้นมา ดูเหมือนพยายามนึกถึงสิ่งที่ตัวมันเองพูดไปเมื่อครู่
ม่อฝานเห็นดังนั้นก็เอ่ย “เมื่อกี้พี่เจี๊ยวจ๊อก็พูดถึงการบำเพ็ญของพวกเราปีศาจนั่นสิครับ”
“อ่อ ใช่แล้ว ใช่แล้ว การบำเพ็ญตนของเหล่าปีศาจนั้นเป็นเรื่องใหญ่ยิ่ง ข้าต้องคุยกับน้องชายรักของข้าให้ละเอียดจริงๆ……”
