หัวใจของเจียงหน่วนหยุดเต้นไปครู่หนึ่ง
เธอพยายามรักษาสีหน้า “พูดคุยเรื่อยเปื่อย” เอาไว้ แต่หูกลับตั้งใจฟัง
“ผมว่ามันมีค่ามาก” ฉีซุ่ยจ้องมองรอยน้ำที่ซึมไว้บนโต๊ะ “เพราะกระดาษและรอยหมึกเป็นผลิตภัณฑ์ของยุคนี้ชัดเจน แต่ข้างในกลับบันทึกเรื่องราวของยุคก่อนอย่างละเอียด”
เขาหยุดไปชั่วขณะ เงยหน้ามองเจียงหน่วน แววตาอ่อนโยนคู่นั้นมีประกายแห่งการสืบค้น
“ผมรู้สึกว่ามันมีพิรุธ ก็เลย… ส่งขึ้นไปให้หอจดหมายเหตุกลางของสหพันธรัฐจัดเก็บเข้าระบบไปนานแล้ว”
ปลายนิ้วของเจียงหน่วนหดเกร็งขึ้นเล็กน้อย
“ส่วนที่มา” น้ำเสียงของฉีซุ่ยดังมาเรียบ ๆ “นั่นเป็นตอนที่ผมเที่ยวร่อนเร่ในเขตประชากรพลัดถิ่นเพื่อรักษาโรคเมื่อหลายปีก่อน แล้วก็บังเอิญเก็บได้”
เขตประชากรพลัดถิ่น กระดาษปากกาของยุคนี้ บันทึกเรื่องราวของยุคก่อน
ข้อมูลสามอย่างซ้อนกัน ระเบิดในหัวของเจียงหน่วน
เธอกับไป๋ซือหย่วนเติบโตในเขตประชากรพลัดถิ่น
กระดาษปากกาของยุคนี้ แสดงว่าคนเขียนมีชีวิตอยู่หลังวันสิ้นโลก แต่เนื้อหาเป็นชีวิตก่อนวันสิ้นโลก
ใครกันจะมาบันทึกรายละเอียดวันเวลาก่อนวันสิ้นโลกหลังวันสิ้นโลก?
เว้นแต่คนคนนั้นเคยผ่านโลกก่อนวันสิ้นโลกมาก่อน
ก็เหมือนกับเธอ
เธอไม่ได้อยู่คนเดียว
โลกที่กินคนเป็นอาหารนี้ ยังมีคนที่แบกความทรงจำแบบเดียวกันกับเธอใช้ชีวิตอยู่
ความคิดนี้แผ่ขยายเป็นวงกว้างในหัวของเธอ
อีกฝ่ายก็ต้องเป็นนักศึกษาเหมือนกับเธอ เพราะชีวิตนักศึกษามันก็ใกล้เคียงกันหมด
