รถหุ้มเกราะสีดำคันหนึ่งกำลังแล่นฉิวบนเส้นทางอันปรักหักพังในเขตซี
เยี่ยเชวี่ยนั่งอยู่ที่เบาะคนขับ มือทั้งสองกำพวงมาลัยไว้แน่น
เขาขับรถไม่คล่องมือเท่าเจียงเช่อ ล้อรถบดทับเศษหินและยางมะตอยที่แตกเป็นเสี่ยงๆ ทำให้ตัวรถโคลงเคลงอย่างรุนแรง
เจียงหน่วนพิงข้างหน้าต่างรถ ไหล่กระแทกเข้ากับแผ่นเกราะเย็นเยียบอีกครั้ง
ลู่ฉือเยี่ยนนั่งถัดมา ในมือมีเครื่องสื่อสารกำอยู่
“ฉีเหนียน ได้ยินเรียกตอบด้วย”
ซ่า——
“เสิ่นอู้ เจียงเช่อ ได้ยินเรียกตอบด้วย ไม่ว่าช่องไหนก็ตาม”
ซ่า——ซ่า——
เสียงสัญญาณรบกวนถูกขยายใหญ่ขึ้นหลายเท่าตัวภายในห้องโดยสารที่อับทึบ
เธอนับนิ่งๆ อยู่ในใจ
ตั้งแต่ขึ้นรถมาจนถึงตอนนี้ ลู่ฉือเยี่ยนลองติดต่อไปแล้วสี่ครั้ง แต่ละครั้งห่างกันราวห้านาที ผลลัพธ์ก็เหมือนกันทุกครั้ง
ครั้งที่ห้า
“หน่วยฉีเหนียน เรียกผ่านทุกความถี่ ได้ยินเรียกตอบด้วย”
ซ่า——
ลู่ฉือเยี่ยนเอาเครื่องสื่อสารออกจากหู เหลือบมองหน้าจอแสดงสถานะสัญญาณ
เทาล้วน
นิ้วหัวแม่มือของเขาเสียดสีข้างเครื่องสื่อสารสองสามที แล้วก็ปิดหน้าจอลง
ภายในรถเงียบลงอีกครั้ง
เหลือเพียงเสียงอู้อี้ของยางรถที่แล่นทับซากปรักหักพัง
ฉีซุ่ยหลับตาทันทีที่ขึ้นรถ หนุนเบาะนั่งตอนหลังอยู่นิ่งๆ ไม่ขยับตัว
เขาตอนหลับตากับตอนที่ยิ้มเป็นคนละคนกันเลย หากไม่มีดวงตาที่โค้งเป็นรูปจันทร์เสี้ยวและมุมปากที่ยกขึ้นยามยิ้มนั้น โครงหน้าของเขาก็ดูแข็งกระด้างขึ้นมา
เป็นครั้งแรกที่เจียงหน่วนตระหนักว่า ฉีซุ่ยกับฉีเหนียนคล้ายกันมากแค่ไหน
ไม่ใช่แค่หน้าตา ภายใต้เปลือกนิสัยที่ใช้เสแสร้งนั้น แก่นแท้ก็เหมือนกันอย่างกับออกมาจากพิมพ์เดียวกัน
“ทางนายเป็นยังไงบ้าง” ลู่ฉือเยี่ยนหันมองฉีซุ่ย
ฉีซุ่ยพิงพนักเปิดเปลือกตาขึ้น “ฉันติดต่อฉีเหนียนไม่ได้”
