เฉินโม่เลิกคิ้ว เงยหน้ามองอีกฝ่ายแวบหนึ่ง “นายว่างมากนักหรือไง?”
หวังพั่งจื่อเกาหัวแกรก ๆ
คำพูดของเฉินโม่ทำเอาเขาพูดไม่ออกไปเลย
ผ่านไปครู่ใหญ่กว่าจะเค้นคำพูดออกมาได้ “โธ่ ฉันก็แค่ไม่ชอบขี้หน้าเขา เลยบ่นให้ฟังสักหน่อย ถ้านายไม่อยากฟัง ฉันเงียบก็ได้”
เฉินโม่คร้านจะมองเขาอีก
ตลอดบ่ายวันนั้น ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ที่น่าสังเกตคือ หลินหว่านเอ๋อร์ที่ได้รับ “บาดเจ็บสาหัส” ไม่โผล่หน้ามาตลอดทั้งบ่าย
ส่วนเจียงอีหนั่วที่เด็กผู้ชายทั้งห้องเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ ก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดถึงไม่ปรากฏตัวอีกเช่นกัน
ใกล้เวลาเลิกเรียน
โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าของเฉินโม่พลันสั่นขึ้นมา
เขาหยิบออกมาดู เป็นเว่ยหยงหัวที่โทรมา
พอรับสาย เสียงนอบน้อมของเว่ยหยงหัวก็ดังขึ้นทันที “ปรมาจารย์ เรื่องที่ท่านสั่งไว้มีความคืบหน้าแล้วครับ”
“ผมอาศัยเส้นสายติดต่อผู้ทรงอิทธิพลในวงการแพทย์แผนจีนได้คนหนึ่ง แต่...”
“แต่ทำไม?” เฉินโม่ถาม
เว่ยหยงหัวชะงักไป น้ำเสียงแฝงความระมัดระวังอยู่หลายส่วน “แต่หลังจากผู้ทรงอิทธิพลท่านนั้นเห็นรายการยาที่ท่านเขียนไว้ เขาก็ตกใจมากครับ”
“เขาบอกว่ายาบางตัวในนั้นเกรงว่าจะไม่ใช่สมุนไพรธรรมดา เขาอยากพบท่าน ไม่อย่างนั้นก็ไม่ยอมลงมือช่วยตามหายาให้โดยง่าย”
“ปรมาจารย์ ท่านเห็นว่า...จะสะดวกให้เกียรติมาพบเมื่อไรครับ?”
เฉินโม่เหลือบมองเวลาบนโทรศัพท์ ก่อนตอบเรียบ ๆ ว่า “ตอนนี้เลย”
เว่ยหยงหัวที่อยู่ปลายสายดีใจอย่างยิ่ง “ยอดเยี่ยมเลยครับ! งั้นผมจะให้คนจัดงานเลี้ยงมื้อค่ำทันที แล้วจะส่งรถไปรับท่านด้วยตัวเอง!”
