ชั่วขณะนั้น กลิ่นเปรี้ยวหึงหวงก็อบอวลไปทั่วทั้งร้านอาหาร
ผู้ชายมากมายมองเฉินโม่ด้วยสายตาอิจฉาจนแทบตาย
ในบรรดาพวกนั้น มีชายคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ตรงข้ามเยื้อง ๆ กับเฉินโม่และเจียงอีหนั่วด้วย
ตอนนี้สีหน้าของชายคนนั้นราวกับถูกฟ้าผ่า
อยากเดินเข้าไปถามจริง ๆ ว่า เพื่อนเอ๊ย แฟนสาวสวย น่ารัก อ่อนโยน แถมเอาใจใส่ขนาดนี้ ไปหามาจากไหนกัน?
“มองพอหรือยัง?” หญิงสาวหน้าตาธรรมดาที่นั่งตรงข้ามเอ่ยอย่างหงุดหงิด
เธอเป็นแฟนสาวของเขานั่นเอง
ชายหนุ่มหันกลับไปมองเธอ
พลันรู้สึกเหมือนเรี่ยวแรงทั่วร่างถูกสูบหายไปหมด
หน้าตาก็ธรรมดา แถมไม่รู้จักเอาใจใส่คนอื่นเลยสักนิด
ความแตกต่างอันโหดร้ายนี้ทำลายกำแพงในใจของชายหนุ่มจนพังทลาย
เขาอดถอนหายใจไม่ได้ “ดูเธอสิ ดูสภาพตัวเองหน่อย หัดเรียนรู้จากแฟนเขาบ้างไม่ได้หรือไง?”
แฟนสาวได้ยินดังนั้นก็เริ่มรำคาญ “อะไรนะ นายรังเกียจฉันเหรอ?”
“เธอว่าไงล่ะ ปกติฉันประหยัดกินประหยัดใช้ เอาเงินให้เธอตั้งเท่าไร แต่เธอเคยป้อนข้าวฉันสักมื้อไหม?”
แฟนสาวกลอกตาใส่เขา “ก็เป็นสิ่งที่นายควรทำอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ ฉันยอมนอนกับนายฟรี ๆ หรือไง ถ้าแน่จริงคืนนี้ก็อย่ามายุ่งกับฉันสิ!”
“เธอ...พูดอะไรไร้เหตุผลแบบนี้! ฉันพูดถึงป้อนข้าว ป้อนข้าวเข้าใจไหม?” ชายหนุ่มถลึงตาใส่เธอ
“ชิ เลิกบ่นได้แล้ว ไม่พอใจก็ไปหาแฟนแบบนั้นสิ ดูซิว่าเขาจะเอานายไหม”
…………
แม้เสียงเถียงกันของคู่รักคู่นี้จะไม่ดังนัก แต่เจียงอีหนั่วเข้าสู่ขั้นฝึกปราณชั้นหนึ่งแล้ว
ประสาทสัมผัสทั้งห้าเหนือกว่าคนธรรมดามาก เธอจึงได้ยินบทสนทนาจากอีกฝั่งอย่างชัดเจน
พอได้ยินว่าคนอื่นเข้าใจผิดคิดว่าเธอเป็นแฟนสาวของเฉินโม่
