หลังกลับจากซูเปอร์มาร์เก็ต ลี่อันก็ไปล้างหน้าก่อน
ตอนออกจากบ้านเธอแต่งหน้าไว้เรียบร้อย แต่ตอนนี้เครื่องสำอางเลอะไปหมดแล้ว หางตายังแดงระเรื่อทิ้งร่องรอยจากการร้องไห้ไว้
จัดการตัวเองเสร็จ เธอก็เปลี่ยนเป็นชุดอยู่บ้านแล้วล้มตัวลงนอนบนเตียง
【นอนหลับให้เต็มอิ่มสักตื่น แล้วทุกอย่างก็จะผ่านไป】
คำพูดของคุณป้าคนนั้นยังวนเวียนอยู่ข้างหู แต่เธอกลับไม่รู้สึกง่วงเลยสักนิด
เมื่อคืนเธอเอาแต่กังวลเรื่องต้องไปสถานีตำรวจ แทบไม่ได้นอน ตอนนี้ก็ทั้งง่วงทั้งเพลีย แต่กลับข่มตาหลับไม่ลง
ยิ่งบังคับตัวเองให้หลับก็ยิ่งทรมาน สุดท้ายเธอจึงเลิกฝืน
ลุกขึ้นแล้วก็ไปล้างมือ
สองวันก่อนเธอเพิ่งดูวิดีโอสอนทำคุกกี้ช็อกโกแลตเนื้อนุ่มในอินเทอร์เน็ต
อยากลองทำมานานแล้ว แต่ก่อนหน้านี้ช็อกโกแลตที่บ้านหมดพอดี
เพิ่งไปซูเปอร์มาร์เก็ตมา ตอนนี้วัตถุดิบจึงพร้อมสรรพ
เธอทำตามสูตรในอินเทอร์เน็ต หยิบวัตถุดิบที่ต้องใช้มาวางบนเคาน์เตอร์กลางห้องอาหาร
【ตอนนี้เรานำวัตถุดิบที่แสดงบนหน้าจอมาผสมให้เข้ากันตามสัดส่วนกันค่ะ…】
เสียงของบล็อกเกอร์สายอาหารดังแว่วออกมาจากโทรศัพท์มือถือ
ลี่อันชอบบล็อกเกอร์คนนี้มาก อีกฝ่ายไม่เปิดเผยใบหน้า แต่เสียงไพเราะ ฟังนุ่มนวลชวนให้รู้สึกสบายใจ
เธอทำแป้งคุกกี้ตามขั้นตอนในวิดีโอเสร็จแล้วนำเข้าเตาอบ
ใช้อุณหภูมิ 170 องศา อบ 15 นาที
ระหว่างรอ เธอไปเก็บของในห้องนั่งเล่น
บนโซฟามีเสื้อผ้าที่เพิ่งถอดออก เธอหยิบไปแขวนไว้บนราว
ส่วนกุญแจรถที่วางทิ้งไว้บนโต๊ะกลางตั้งแต่เข้าบ้าน เธอก็นำไปเก็บไว้ในตู้ตรงโถงทางเข้า จะได้ไม่ต้องหาตอนออกจากบ้านคราวหน้า
เพิ่งวางของลง ก็ได้ยินเสียงบางอย่างจากด้านนอก เธอเผลอหยุดยืนอยู่ตรงโถงทางเข้าอีกครู่หนึ่ง
ตั้งใจฟังแล้วถึงรู้ว่าเป็นเสียงประตูบ้านของเพื่อนบ้านเปิดปิด
คนที่อยู่บ้านฝั่งตรงข้ามลึกลับมาก
ลี่อันย้ายมาอยู่ที่นี่ได้เกินครึ่งเดือนแล้ว แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้เลยว่าใครอาศัยอยู่ฝั่งตรงข้าม
ตอนเพิ่งย้ายมา เธอเคยคิดจะไปทำความรู้จัก
ต่อมาเธอยังคิดจะติดกล้องวงจรปิดตรงหน้าประตู หรือไม่ก็เปลี่ยนเป็นกลอนประตูอัจฉริยะที่มีกล้อง จึงเคยพยายามไปคุยกับอีกฝ่ายด้วย
แต่ไปหาทั้งสองครั้งก็ไม่มีใครอยู่บ้าน
ปกติก็แทบไม่ได้ยินเสียงอะไรจากบ้านเขาเลย
วันนี้นับว่าเป็นโอกาสหายากที่บังเอิญเจอเขาอยู่บ้าน
พอคุกกี้อบเสร็จและเย็นลง ลี่อันก็ใส่กล่องแล้วถือไปเคาะประตูบ้านเพื่อนบ้าน
เธอตั้งใจจะฉวยโอกาสตอนเขาอยู่บ้าน คุยเรื่องติดตั้งกล้องวงจรปิดให้เรียบร้อย
ไม่อย่างนั้นอยู่ที่นี่คนเดียว เธอก็รู้สึกไม่ปลอดภัยอยู่เสมอ
ข้อนิ้วเคาะลงบนประตูเหล็กที่เย็นเยียบ
เมื่อนึกว่าต้องคุยกับคนแปลกหน้า เธอก็รู้สึกประหม่า มือที่ถือกล่องคุกกี้กำแน่นขึ้นเรื่อย ๆ
ภายในห้องไม่มีเสียงตอบรับ ลี่อันจึงลองเคาะอีกสองสามครั้ง
หรือเขาออกไปอีกแล้ว?
ไม่น่าจะใช่มั้ง?
ตั้งแต่ได้ยินเขาเข้าบ้านจนถึงตอนนี้ก็เพิ่งผ่านไปไม่นาน
กำลังคิดอยู่ ประตูก็เปิดออกจากด้านใน
“สวัสดี…”
ลี่อันยังพูดไม่ทันจบ พอเห็นคนตรงหน้า เสียงก็พลันขาดหาย คำพูดที่เหลือเหมือนติดอยู่ในลำคอ
ทำไมถึง…บังเอิญขนาดนี้!
ฉีเยี่ยนเองก็นิ่งอึ้งไปชั่วขณะเมื่อเห็นเธอ แต่ไม่นานก็ได้สติ จากนั้นก็ถอยเท้าที่ก้าวออกมาเมื่อครู่กลับเข้าไปในบ้าน
“ฉีเยี่ยน รอก่อน!”
เห็นเขากำลังจะปิดประตู ลี่อันก็ไม่รู้ว่าความหุนหันนั้นมาจากไหน
ในยามร้อนใจ เธอยังยื่นมือไปขวางไว้
ฉีเยี่ยนคงไม่คิดว่าเธอจะทำแบบนี้ พอเขารู้ตัว นิ้วของลี่อันก็ถูกประตูหนีบไปแล้ว
“ซี๊ด…” ความเจ็บที่ปลายนิ้วทำให้เธอสูดปากโดยไม่รู้ตัว
ฉีเยี่ยนขมวดคิ้ว หยุดมือ ประตูก็เปิดออกอีกครั้ง
ดูเหมือนเขาเพิ่งอาบน้ำเสร็จ หยดน้ำบนเส้นผมยังไม่แห้งดี สวมชุดอยู่บ้านเรียบง่าย ดูสะอาดสดชื่น แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความรำคาญ
ช่างเป็นความรู้สึกขัดแย้งกันอย่างประหลาด
“ขอโทษ ฉัน…”
พอสบตาเขา ลี่อันก็รู้สึกผิดขึ้นมา จึงเผลอเอ่ยขอโทษ
เมื่อครู่เธอทำอะไรหุนหันเกินไปจริง ๆ
ถ้าเขาบาดเจ็บขึ้นมา ก็ต้องสร้างความลำบากให้เขา จะโทษเขาที่ไม่พอใจก็ไม่ได้
“มาทำอะไร?”
ฉีเยี่ยนไม่อยากฟังเธอพูดต่อ จึงขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา ก่อนถามอีกว่า “รู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ที่นี่?”
ดูเหมือนเขาจะเข้าใจอะไรผิดไป
“ไม่ใช่อย่างนั้น ฉันไม่รู้ว่าเป็นคุณ ฉันแค่…บังเอิญอยู่ห้องตรงข้าม” ลี่อันรีบอธิบาย
ฉีเยี่ยนมองตามทิศทางที่เธอชี้ แววตาไหววูบเล็กน้อย
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถามอีกครั้งว่า “มีธุระอะไร?”
จริงด้วย! เธอมาทำอะไรนะ?
สมองของลี่อันพลันขาวโพลนไปชั่วขณะ
เห็นเธอเงียบ ฉีเยี่ยนก็หมดความอดทน ดูเหมือนเขาจะปักใจว่าเธอตั้งใจโกหก สีหน้าจึงขุ่นมัวขึ้น
“อย่าเพิ่งไป!” เห็นเขากำลังจะกลับเข้าห้องและปิดประตู ลี่อันก็รั้งเขาไว้ มือจับข้อมือเขา ก่อนจะรู้ตัวว่าไม่เหมาะแล้วรีบปล่อย “ฉันนึกออกแล้ว”
“ฉันอยากติดกล้องวงจรปิดไว้หน้าประตู”
เธอไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเรื่องแค่นี้ทำไมถึงทำให้ตัวเองหุนหันได้ขนาดนั้น
แต่ตอนนี้ ระหว่างพวกเขาดูเหมือนจะไม่มีเรื่องอื่นให้พูดคุย นอกจากเรื่องนี้แล้ว
“เพราะกล้องจะถ่ายติดพื้นที่หน้าประตูห้องคุณด้วย เลยอยากถามว่าคุณจะถือสาไหม?”
“ถือ”
ฉีเยี่ยนปฏิเสธอย่างไม่ลังเล
“อ้อ…ค่ะ…”
ลี่อันยังตั้งตัวไม่ทัน เธออ้าปากค้างอยู่ครู่ใหญ่กว่าจะเค้นคำว่า ‘ค่ะ’ ออกมาได้
แต่สิ่งที่ตอบกลับเธอมีเพียงเสียงประตูปิดดังสนั่น ประตูเหล็กกั้นสายตาของทั้งคู่เอาไว้
ปัง!
หูของเธออื้ออึงไปหมด ศีรษะก็เริ่มปวดตามไปด้วย
ลี่อันขมวดคิ้วแน่น ยกมือกดขมับ พักอยู่ครู่หนึ่งจึงค่อยดีขึ้น
เธอมองประตูเหล็กสีเทาเข้มตรงหน้า สูดหายใจลึก ๆ ก่อนหันหลังเดินจากไปอย่างกระอักกระอ่วน
กลับถึงบ้าน นิ้วที่ถูกประตูหนีบเมื่อครู่ยังปวดอยู่ เธอจึงเอาไปล้างด้วยน้ำเย็นใต้ก๊อก
ดูเหมือนจะช่วยได้บ้าง
เธอล้างอยู่นาน พอหายเจ็บลงหน่อยจึงค่อยยกมือออกจากสายน้ำ
มีเลือดคั่งดันขึ้นมาบนเล็บนิ้วชี้ ลี่อันมองมันแล้วเผลอเอานิ้วไปกดเล่น
“โอ๊ย…เจ็บจัง…”
ลี่อันทั้งขำทั้งร้องไห้กับความซุ่มซ่ามของตัวเอง แต่ความเจ็บที่นิ้วก็ทำให้เธอต้องยกขึ้นมาเป่าแรง ๆ หลายครั้ง
หลังเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ครั้งนั้น เธอก็กลัวความเจ็บปวดเป็นพิเศษ
หมอบอกว่าเป็นปฏิกิริยาตอบสนองจากบาดแผลทางใจ
คงอย่างนั้นแหละ!
สรุปก็คือน่าอายอยู่ดี
เธอหันหลังพิงอ่างล้างมือ แล้วถอนหายใจเบา ๆ
ภาพเหตุการณ์เมื่อครู่ฉายวนอยู่ในหัวไม่หยุด
พอนึกถึงตอนนี้ก็ยังรู้สึกเหลือเชื่ออยู่ดี
ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้?
เธอกลายเป็นเพื่อนบ้านของฉีเยี่ยนไปแล้ว!
เลิกกันมา 5 ปี แฟนเก่ากลับกลายเป็นเพื่อนบ้านของเธอ…นี่มันชวนให้นึกถึงละครน้ำเน่าเกินไปแล้ว!
บ้านหลังนี้เธอจ่ายค่าเช่าล่วงหน้าไปหนึ่งปี ถ้าจะย้ายก็ต้องรออย่างน้อยหนึ่งปี
ตอนนี้ลี่อันเริ่มรู้สึกโชคดีอย่างยิ่งที่ฉีเยี่ยนงานยุ่ง นั่นหมายความว่าพวกเขาคงมีโอกาสเจอกันไม่บ่อยนัก
ไม่อย่างนั้นคงอึดอัดจนแทบแทรกแผ่นดินหนี
ออกจากห้องน้ำมา คุกกี้ที่เธอถือไปแล้วเอากลับมา วางทิ้งไว้บนโต๊ะอย่างไม่ใส่ใจ
เธอหยิบมาหนึ่งชิ้นลองชิม
รสชาติดีทีเดียว แทบไม่ต่างจากที่ขายข้างนอก
น่าเสียดายที่ไม่ได้เอาไปให้ใคร
แต่ก็ไม่เป็นไร
เธอไปหยิบถุงบรรจุภัณฑ์มา แบ่งคุกกี้ใส่ถุงทีละชิ้น ปิดผนึกให้เรียบร้อยแล้วเก็บเข้าที่
