“จริงเหรอครับ...จะเลี้ยงข้าวผม?” เฉิงไห่ปัวกลืนน้ำลาย ลูกกระเดือกขยับขึ้นลง ดวงตาเป็นประกายโลภ มุมปากแทบฉีกไปถึงใบหู
เจียงเฟิงยิ้มอย่างอ่อนโยนไร้พิษภัย
“แน่นอน”
เขารู้อยู่แล้วว่าเฉิงไห่ปัวต้องตอบตกลงแน่
ในรายงานสืบสวนของหลี่จิ้งเขียนไว้ชัดเจนว่า นักศึกษาปริญญาเอกวัยกลางคนคนนี้ประหยัดเงินด้วยการกินแต่อาหารชุดราคาถูกที่สุดในโรงอาหาร ใช้ชีวิตราวกับนักบวชบำเพ็ญตบะ
คนกลุ่มหนึ่งมุ่งหน้าไปยังย่านการค้านอกมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเจียงหนาน
ระหว่างทาง เจียงเฟิงพูดด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ ราวกับกำลังคุยเล่นกับเพื่อนเก่า
“ดร.เฉิง หลังศาสตราจารย์สวีเฟิงจากไป อาจารย์ที่ปรึกษาของคนในกลุ่มคุณจัดสรรกันเรียบร้อยแล้วหรือยังครับ?”
“อ้อ พวกเขาเปลี่ยนอาจารย์ที่ปรึกษากันหมดแล้วครับ ส่วนผมยังรอให้ทางมหาวิทยาลัยจัดการอยู่”
ตอนพูดเช่นนี้ เฉิงไห่ปัวไม่มีท่าทีวิตกกังวลเลยสักนิด กลับดูมั่นใจและสงบนิ่งอย่างน่าประหลาด
แววตาของเจียงเฟิงลุ่มลึกขึ้นเล็กน้อย ก่อนถามต่อว่า “แล้วคุณคิดยังไงกับเรื่องที่เซี่ยเวยฆ่าสวีเฟิงครับ?”
“เฮ้อ!” เฉิงไห่ปัวถอนหายใจหนัก สีหน้าเต็มไปด้วยความเสียดายปนซับซ้อน “เซี่ยเวยเป็นอัจฉริยะตัวจริง! ผมอายุปูนนี้กว่าจะได้เรียนปริญญาเอก ส่วนเขาเรียนจบปริญญาตรีก็ได้เรียนต่อปริญญาเอกเลย น่าเสียดายจริง ๆ ที่ไปเจออาจารย์ที่ปรึกษาปีศาจอย่างสวีเฟิง”
“คุณไม่รู้หรอกครับ” ราวกับนึกอะไรขึ้นได้ ร่างกายของเขาสั่นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว “สวีเฟิงด่าคนได้ร้ายกาจมาก ในกลุ่มเราไม่มีใครไม่เคยโดนเขาด่าจนร้องไห้ ส่วนเรื่องใช้พวกเราทำงานน่ะหรือ ใช้กันแทบตาย...”
เจียงเฟิงจับได้ถึงความขุ่นเคืองในคำพูดของเขา จึงเปลี่ยนเรื่อง
