ดวงตาของเจียงเฟิงหรี่ลง เขาก้มตัวลงอย่างรวดเร็ว ใช้แรงที่ไม่เปิดโอกาสให้ใครปฏิเสธพยุงทั้งสองคนให้ลุกขึ้น
เขาไม่ได้พูดอะไรในทันที แต่หันไปทางหลี่จิ้งที่ยืนอยู่ข้าง ๆ แล้วเอ่ยเสียงหนักแน่น “เสี่ยวจิ้ง พาคุณลุงคุณป้าไปที่ห้องพักก่อน แล้วรินน้ำอุ่นให้สักแก้ว”
หลี่จิ้งรีบพยักหน้าแล้วเข้าไปประคองทั้งคู่
“ทนายความ! คุณเห็นว่าเงินพวกเราน้อยเกินไปหรือเปล่า?”
แม่ของเซี่ยเวยแม้จะมีคนประคองอยู่ แต่ก็ยังจ้องเจียงเฟิงไม่วางตา สะอึกสะอื้นแทบจะวิงวอน “พวกเรายังหาเงินมาเพิ่มได้! กลับไปยืมที่บ้านเกิดก็ยังหาเพิ่มได้อีกนิดแน่นอน!”
ชิวอิ่งอ้าปากอยากอธิบาย แต่กลับพบว่าเมื่อเทียบกับภาพตรงหน้าแล้ว คำพูดใด ๆ ก็ดูไร้พลัง
เพราะแม้แต่ตัวเธอเองก็ยังไม่รู้ว่า การต่อสู้คดีแบบไม่มีความผิดที่เจียงเฟิงพูดนั้น มีโอกาสสำเร็จมากน้อยแค่ไหน
“คุณลุงคุณป้า อย่าเพิ่งร้อนใจนะคะ” หลี่จิ้งรีบปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ทนายเจียงของเราทำคดีไม่เคยดูเรื่องเงินค่ะ ที่เขาไม่พูดอะไรเพราะกำลังวางแผนคดีอยู่ในใจ วางใจได้เลยค่ะ เขาไม่มีทางไม่ช่วยแน่นอน!”
พ่อแม่ของเซี่ยเวยจึงยอมให้พาออกไป ทั้งที่ยังคงกึ่งเชื่อกึ่งสงสัย
ภายในสำนักงานกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
ชิวอิ่งมองเจียงเฟิงด้วยแววตาซับซ้อน “ทนายเจียง คุณ...”
“ตอนเรียนมหาวิทยาลัย ผมเคยไปนั่งฟังวิชาเครื่องกลกับวิศวกรรมโยธา” น้ำเสียงของเจียงเฟิงสงบนิ่ง แต่แฝงความเย็นชาอยู่เล็กน้อย
“มีศาสตราจารย์ผมขาวท่านหนึ่งสอนวิชากลศาสตร์ เขาถอนหายใจแล้วพูดในชั้นเรียนว่า ‘เด็ก ๆ พวกเธอต้องพยายามให้เต็มที่นะ เพราะครูรู้ว่าคนที่นั่งอยู่ตรงนี้ ส่วนใหญ่มีพื้นฐานครอบครัวไม่ค่อยดี’”
ชิวอิ่งสะท้านใจ “ทำไมล่ะ?”
