ความสงสัยในใจของเซี่ยเวยยิ่งเพิ่มขึ้น เขาจึงทำได้เพียงตามต่อไป
ไม่นาน รถสามล้อก็แล่นเข้าไปในเขตชานเมืองอันรกร้าง ก่อนจะหยุดลงหน้าลานที่เต็มไปด้วยข้าวของจิปาถะกองพะเนิน
เซี่ยเวยอาศัยความมืดในยามค่ำคืนคอยพรางตัว ค่อย ๆ เข้าไปใกล้อย่างเงียบเชียบ พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นตัวอักษรใหญ่บนป้ายเด่นชัดตรงหน้า — “ศูนย์รับซื้อเหล็กและเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่า”
ความคิดหนึ่งที่ฟังดูเหลวไหล แต่กลับมีโอกาสเป็นจริงสูงมาก ผุดขึ้นในสมองของเขา
“พวกเขา...จะเอาเหล็กพวกนี้ไปขายแลกเงินเหรอ?!”
เขากลั้นหายใจ ลอบอ้อมไปอีกด้านของรถสามล้อ แล้วหมอบซ่อนอยู่ในเงามืด เสียงพูดคุยจากในลานดังชัดเจนมาถึงหู
“ฮ่า ๆ เหล็กดีขนาดนี้ ถ้าเอาไปหลอมจริง ๆ ก็เสียของแย่สิ!”
“ฮี่ ๆ ต้องยกให้สมองของพวกเราสองคนเลย! เอาไปทิ้งไว้ที่โรงเหล็กก็ไม่ได้อะไรสักแดง แต่เอามาขายที่นี่ เงินก็เข้ากระเป๋าเราเองเต็ม ๆ!”
“เอาละ รีบขนเร็ว ๆ ทำต่ออีกปีเดียว เงินดาวน์ซื้อบ้านก็ครบแล้ว!”
“นั่นสิ พวกนักวิจัยนี่ใช้เงินเก่งจริง ๆ ไม่รู้จักเสียดายเลย!”
ท่ามกลางบทสนทนาที่เต็มไปด้วยความยินดีลับ ๆ รปภ.สองคนช่วยกันแบกกองเหล็กเข้าไปในศูนย์รับซื้อ
ในเงามืด ใบหน้าของเซี่ยเวยเผยสีหน้าปนเประหว่างความดีใจอย่างเหลือเชื่อกับความรู้สึกเหลวไหล เขาหันกลับอย่างรวดเร็ว แล้วรีบรายงานการค้นพบอันน่าตกตะลึงนี้ให้เจียงเฟิงทราบทันที
ปลายสาย เจียงเฟิงฟังรายงานของเซี่ยเวยจบ โดยไม่แสดงท่าทีประหลาดใจแม้แต่น้อย
เขาเพียงฟังเงียบ ๆ มุมปากกลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชา ราวกับทุกอย่างอยู่ในกำมือ
“ดีมาก พวกเด็กเก่งที่หยิ่งทะนงคิดว่าตัวเองรู้ทุกอย่าง มักมองข้ามความโลภดิบ ๆ ของคนระดับล่างเสมอ พวกเขาคำนวณพลาดไปอย่างหนึ่ง นั่นก็คือธาตุแท้ของมนุษย์”
