เจียงเฟิงกวาดตามองใบหน้าของทั้งสองคน แล้วอธิบายด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า
“ก็ต่อเมื่อหลักฐานทั้งหมดที่ฝ่ายอัยการยื่นมาประกอบกันเป็นวงจรที่สมบูรณ์และไร้ช่องโหว่ พิสูจน์ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าเซี่ยเวยเป็นฆาตกร ถึงตอนนั้นเขาถึงจะเป็นฆาตกร”
“ตอนนี้ยังไม่ใช่”
พูดจบ เขาก็ไม่สนใจสีหน้าตะลึงงันของทั้งสองคน แล้วหันหลังเดินไปยังห้องทำงานของชิวอิ่ง
“เอาแฟ้มคดีที่ละเอียดที่สุดของคดีนี้มาให้ผมทั้งหมด”
“ทุกตัวอักษร ผมจะอ่านให้หมด”
……
ขณะที่เจียงเฟิงดำดิ่งลงสู่ทะเลแห่งแฟ้มคดี โลกภายนอกก็ปั่นป่วนราวกับคลื่นยักษ์โหมกระหน่ำไปแล้ว
“สวีเฟิง ผู้เชี่ยวชาญชื่อดังด้านวัสดุวิศวกรรม ถูกศิษย์เอกคนโปรดฆ่าอย่างโหดเหี้ยม” ข่าวนี้แพร่กระจายไปทั่วโลกออนไลน์ราวกับไวรัส ครองอันดับหนึ่งบนรายการค้นหายอดนิยมของทุกแพลตฟอร์ม
สิ่งที่จุดชนวนกระแสวิพากษ์คือระเบิดแรงสูงสามชั้นที่ซ้อนกัน
ชั้นแรก คือสถานะของผู้เสียชีวิตอย่างสวีเฟิง เขาคือบุคคลระดับเสาหลักแห่งวงการเหล็กกล้าพิเศษของประเทศ การจากไปของเขาหมายความว่าความคืบหน้าด้านการวิจัยในสาขาวิชาล้ำสมัยอาจถอยหลังไปหลายปี
ชั้นที่สอง คือการ “ถูกกดขี่ทางวิชาการ” ซึ่งเด็กปริญญาโทและปริญญาเอกนับไม่ถ้วนต่างรู้สึกร่วมอย่างลึกซึ้ง
คำว่า “ถูกกดขี่มาเป็นเวลานานจนระเบิดออกมา” ในประกาศของตำรวจ จุดไฟให้เหล่า “วัวงานวิชาการ” ที่อดทนกล้ำกลืนอยู่ใต้คำสั่งของ “อาจารย์” ลุกโชนขึ้นมาทันที ใต้โพสต์กลายเป็นพื้นที่ระบายความอัดอั้น ผู้คนมากมายพากันหลั่งน้ำตาเล่าประสบการณ์อันเจ็บปวดจากการถูกเอาเปรียบ
ชั้นที่สาม คือประวัติ “อัจฉริยะ” อันโดดเด่นของเซี่ยเวย