“เด็กคนนี้พูดอะไรเหลวไหล บ้านเรามีลูกสาวอยู่คนเดียว เธอเป็นดั่งแก้วตาดวงใจของครอบครัวนะ”
ถงฮว่าหัวเราะเยาะ คำพูดแบบนี้เธอได้ยินญาติ ๆ ในบ้านพูดมาไม่รู้กี่ครั้งแล้ว
เมื่อก่อนเธอคิดว่ามันเป็นเรื่องจริง ถึงขั้นเคยเอาไปคุยอวดข่งมี่เสวี่ยลับหลังด้วย
พอมาคิดดูตอนนี้ เธอช่างน่าขันเสียจริง ไม่ใช่แค่นิดหน่อยด้วยซ้ำ ย้อนนึกถึงตอนนั้น เธอถลำลึกจนถอนตัวไม่ขึ้น
“ตอนนี้แก้วตาดวงใจของบ้านคุณต้องนอนปูพื้นแล้วนะ”
สีหน้าหวังฟางกระอักกระอ่วน ทั้งโมโหทั้งเดือดดาล ยัยเด็กบ้านี่ไม่รู้หรือไงว่าเรื่องในบ้านไม่ควรเอาไปพูดให้คนนอกรู้
“ตอนนั้นบ้านเราเป็นยังไง เธอก็รู้อยู่แก่ใจ
ของถูกขโมยไปหมด บ้านไม่เหลืออะไรเลย ฉันก็ต้องค่อย ๆ หามาเติมทีละอย่างสิ
เธอก็ลงชนบทไปแล้ว ของในห้องค่อย ๆ ซื้อทีหลังก็ได้ ไม่ต้องรีบร้อน”
ถงฮว่ายืนอยู่ตรงประตูห้อง ฟังเธอพูดจนจบ แล้วเดินไปยังห้องของถงชุนซู่กับถงชุนจิ่งที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ก่อนผลักประตูเข้าไป
เฟอร์นิเจอร์กับเครื่องนอนในห้องล้วนจัดเตรียมไว้ครบถ้วนเป็นระเบียบ
หวังฟางจ้องถงฮว่าอย่างอดกลั้นทั้งโมโห ส่งสายตาเตือนว่าอย่าทำให้ขายหน้าต่อหน้าคนนอก
ถงฮว่าเดินไปดูห้องถงชุนเหลยต่อ ข้างในก็มีเฟอร์นิเจอร์ครบครันและจัดไว้อย่างเรียบร้อยเช่นกัน
มีเพียงห้องของถงฮว่าคนเดียวที่ว่างเปล่า ไม่มีข้าวของสักชิ้น
